ชื่องานวิจัย    ปี   
พบ 131 รายการ
2563 - ผลของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคเกมมิฟิเคชันต่อแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์และความพึงพอใจของนักเรียนพยาบาล วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก
บทคัดย่อ :
2563 - ต้นแบบระบบรักษาความปลอดภัยอัจฉริยะสำหรับกรมฝ่ายกิจการพิเศษกองทัพบกโดยใช้อิมเมจโปรเซสซิ่งสำหรับวิเคราะห์ความสเี่ยงด้านความปลอดภัย
บทคัดย่อ :
2562 - การพัฒนาแอพพลิเคชันระบบการจัดการซื้อขายตั๋วรถโดยสารสาธารณ GoBus Application
บทคัดย่อ :
2562 - ต้นแบบระบบรักษาความปลอดภัยอัจฉริยะสำหรับกรมฝ่ายกิจการพิเศษกองทัพบกโดยใช้อิมเมจโปรเซสซิ่งสำหรับวิเคราะห์ความเสี่ยงด้านความปลอดภัย
บทคัดย่อ :
2562 - ผลของโปรแกรมการจัดท่าโดยใช้ศาสตร์มณีเวชต่อระยะเวลาปากมดลูกเปิดเร็วและความพึงพอใจต่อการคลอดในผู้คลอดครรภ์แรก
บทคัดย่อ : การคลอดยาวนานเป็ นภาวะวิกฤตที่อาจทำให้ผู้คลอดและทารกเกิดภาวะแทรกซ้อนในขณะรอคลอด เพิ่มอุบัติการณ์การผ่าตัดคลอดทางหน้าท้อง และอาจส่งผลให้ผู้คลอดไม่พึงพอใจต่อการคลอดได้ การวิจัยนี้เป็น การวิจัยที่เปรียบเทียบได้กับการวิจัยแบบทดลอง แบบศึกษาสองกลุ่มวัดครั้งเดียว โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผล ของโปรแกรมการจัดท่าโดยใช้ศาสตร์มณีเวชต่อระยะเวลาปากมดลูกเปิดเร็วและความพึงพอใจต่อการคลอดในผู้คลอด ครรภ์แรก กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้คลอดครรภ์แรกที่มาคลอดบุตร ณ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า คัดเลือกกลุ่มตัวอย่าง ตามความสะดวกตามคุณสมบัติที่กำหนดจำนวน 50 ราย แล้วสุ่มอย่างง่ายโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ เพื่อ จัดเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 25 ราย กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการจัดท่าโดยใช้ศาสตร์มณีเวช ร่วมกับการพยาบาลตามปกติ กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์ ข้อมูลส่วนบุคคล แบบบันทึกข้อมูลการตั้งครรภ์และการคลอด และแบบวัดความพึงพอใจต่อการคลอด วิเคราะห์ ข้อมูลด้วยการแจกแจงความถี่ ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบ ค่าทีแบบอิสระ ผลการศึกษา พบว่า ผู้คลอดกลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยระยะเวลาปากมดลูกเปิ ดเร็วสั้นกว่ากลุ่มควบคุมเฉลี่ย 144 นาที และมีความพึงพอใจต่อการคลอดมากกว่าผู้คลอดกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ t48-10.77 p.01 และ t4812.79 p.01 การศึกษาครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า โปรแกรมการจัดท่าโดยใช้ศาสตร์มณีเวช ส่งผลให้ผู้คลอดมีระยะเวลาการคลอดที่สั้นลงและมีความพึงพอใจต่อการคลอดมากขึ้น ดังนั้นโรงพยาบาลต่างๆ จึงควรนำโปรแกรมนี้ไปใช้เป็นแนวทางในการส่งเสริมความก้าวหน้าของการคลอดและความพึงพอใจต่อการคลอด คำสำคัญ: ศาสตร์มณีเวช; ระยะเวลาปากมดลูดเปิดเร็ว; ความพึงพอใจต่อการคลอด; ผู้คลอดครรภ์แรก
2562 - ผลของโปรแกรมการรับรู้ความสามารถของตนเองต่อพฤติกรรมหลีกเลี่ยงการใช้สารเสพติดของเยาวชน
บทคัดย่อ :
2562 - การพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงชนิดปฐมภูมิ
บทคัดย่อ : บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาโปรแกรม ส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงชนิดปฐมภูมิกลุ่มตัวอย่าง เป็นผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่มารับบริการ ณ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลตำบลดงละครอำเภอเมืองจังหวัดนครนายกด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่ายจำนวน 60คนจับฉลาก แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบกลุ่มละ 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการทดลองได้แก่โปรแกรมส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพ ผู้ป ่วยโรคความดันโลหิตสูงชนิดปฐมภูมิเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามก ่อนและหลังการทดลองโดยใช้แบบวัดความรู้ แบบสอบถามการรับรู้ความสามารถตนเองแบบสอบถามการรับรู้แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ แบบสอบถามการได้รับแรงสนับสนุน ทางสังคม และแบบสอบถามพฤติกรรมสุขภาพและติดตามระดับความดันโลหิตตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือโดยผู้ทรงคุณวุฒิ5 ท่าน โดยมีค่าความเชื่อมั่เท่ากับ .93 .88 .93 .92และ.94 ตามลำดับวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนาและทดสอบค่าdependent t-test Independent t-test ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มทดลองมีค่าคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมสุขภาพสูงขึ้นกว่าก่อนการทดลองและสูงกว่ากว่ากลุ่มเปรียบ เทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติและระดับความดันโลหิตลดลงกว่าก่อนทดลองและลดลงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติที่ระดับ .05 คำสำ คัญ : โรคความดันโลหิตสูง พฤติกรรมสุขภาพ ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงปฐมภูม
2562 - ปัจจัยด้านการปรับตัวที่มีอิทธิพลต่อสุขภาพจิตของมารดาหลังคลอด
บทคัดย่อ :
2562 - การพัฒนาคู่มือการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีสะท้อนคิดเพื่อส่งเสริมกระบวนการตัดสินใจเชิงจริยธรรมทางการพยาบาลในวิชาจรยศาสตร์และกฎหมายวิชาชีพการพยาบาล วทฉพ 204 วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก
บทคัดย่อ :
2562 - รูปแบบการพัฒนาอัตลักษณ์ของนักเรียนพยาบาล วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก
บทคัดย่อ : การวิจัยและพัฒนาเพื่อศึกษารูปแบบการพัฒนาอัตลักษณ์ของนักเรียนพยาบาล วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยขั้นตอนนี้คือ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดการศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก ได้แก่ อดีตผู้บังคับบัญชา ผู้บังคับบัญชาอาจารย์พยาบาล นักเรียนพยาบาล ศิษย์เก่าวิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก จำนวน 17 คน เลือกแบบเจาะจงตามคุณสมบัติที่กำหนด เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลการสัมภาษณ์โดยวิธี Content Analysis ผลการวิเคราะห์เนื้อหาในประเด็นอัตลักษณ์ของนักเรียนวิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก พบประเด็นย่อย ได้แก่ 1 อัตลักษณ์ส่วนบุคคล ได้แก่ ลักษณะเฉพาะของพยาบาลทหารบกที่มีความโดดเด่น และแตกต่างจากพยาบาลทั่วไป 2 อัตลักษณ์ทางวิชาการ ได้แก่ ความรู้ในศาสตร์การพยาบาลและเวชศาสตร์ทางทหาร 3 และอัตลักษณ์ทางวิชาชีพ ได้แก่ มีสมรรถนะเชิงวิชาชีพที่ได้มาตรฐานและมีความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่พยาบาลวิชาชีพในทุกสถานการณ์ รูปแบบการพัฒนาอัตลักษณ์นักเรียนพยาบาล มี 5 องค์ประกอบ ได้แก่ 1 ด้านนโยบาย หลักสูตร และบริบท การผลิตบัณฑิตพยาบาลให้มีอัตลักษณ์ที่พึงประสงค์ ต้องสามารถตอบสนองนโยบายและภารกิจของกองทัพบก ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่ความสำคัญ พยาบาลกองทัพบกจะต้องมีความโดดเด่นและแตกต่าง ซึ่งต้องมีการกำหนดสมรรถนะที่ต้องการอย่างชัดเจน ผ่านกระบวนการหล่อหลอมด้วยต้นแบบที่ดี โดยต้องมีการปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับสภาวะการณ์ที่เปลี่ยนแปลง 2 ด้านปัจจัยนำเข้า ได้แก่ การสรรหาผู้เรียนที่มีคุณสมบัติเหมาะสม มีอาจารย์พยาบาลและนายทหารปกครองต้นแบบในการหล่อมหลอมและปลูกฝังความมีวินัย บุคลิกลักษณะทางทหาร และจิตวิญญาณของการเป็นพยาบาลวิชาชีพ 3 ด้านกระบวนการพัฒนาอัตลักษณ์ ได้แก่ การกำหนดเป้าหมายสมรรถนะหรือพฤติกรรมแสดงอัตลักษณ์ที่ชัดเจน การออกแบบหลักสูตรการจัดการเรียนการสอน และกิจกรรมนอกหลักสูตร เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะหรือพฤติกรรมแสดงอัตลักษณ์ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ 4 ด้านปัจจัยส่งเสริมให้เกิดความสำเร็จ และ 5 ด้านผลผลิต ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องมีความคิดเห็นต่อรูปแบบการพัฒนาอัตลักษณ์ว่ามีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก และมีความเป็นไปได้ที่จะนำไปใช้ในการพัฒนาอัตลักษณ์นักเรียนพยาบาล วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบกอยู่ในระดับมาก
2561 - การรับรู้ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ ๓ โรงเรียน ในจังหวัดกรุงเทพมหานครต่อการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร และการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น
บทคัดย่อ :
2561 - ผลการจัดการเรียนรู้ด้วยสื่อ Aurasma ต่อทักษะการเรียนร็ในศตวรรษที่ 21
บทคัดย่อ :
2561 - การจัดการเรียนรู้แบบสะท้อนคิดเพื่อสร้างเสริมความสามารถการตัดสินใจเชิงจริยธรรม สำหรับนักเรียนพยาบาลชั้นปีที่ 2 วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก
บทคัดย่อ :
2561 - การพัฒนาแบบบันทึกทางการพยาบาล หอผู้ป่วยเด็กอาการหนัก โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า
บทคัดย่อ : บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแบบบันทึกทางการพยาบาล หอผู้ป่วยเด็กอาการหนัก โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า และศึกษาความพึงพอใจของผู้ใช้แบบบันทึกทางการพยาบาลที่พัฒนาขึ้น ขั้นตอนการวิจัยมี 1 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การพัฒนาแบบบันทึกทางการพยาบาล สำหรับผู้ป่วยเด็ก หอผู้ป่วยอาการหนัก และระยะที่ 2 การศึกษาความพึงพอใจของผู้ใช้แบบบันทึกทางการพยาบาลที่พัฒนาขึ้น โดยนำแบบบันทึกทางการพยาบาลไปทดลองใช้ในหอผู้ป่วยเด็กอาการหนัก โดยพยาบาลวิชาชีพ จำนวน 16 คนและกุมารแพทย์ 1 คน เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ความต้องการชนิดของข้อมูลในการบันทึกทางการพยาบาล แบบสอบถามความพึงพอใจต่อแบบบันทึกทางการพยาบาล และแบบตรวจสอบความสมบูรณ์ของแบบบันทึกทางการพยาบาล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ และค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยสรุปได้ ดังนี้ 1. แบบบันทึกทางการพยาบาลพัฒนาขึ้นโดยใช้กระบวนการพยาบาลและทฤษฎีการปรับตัวของรอย ประกอบด้วย 5 ส่วน คือ Pediatric database Nursing daily care plan part I: Assessment and problem list Nursing daily care plan part II: Pediatric critical form Nursing daily care plan part III: Nursing progress note และ Patient discharge summary 2. ผลของการใช้แบบบันทึกทางการพยาบาล พบว่า ค่าเฉลี่ยความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง 3.71 S.D.0.53 โดยความพึงพอใจต่อการบันทึกข้อมูลในแบบบันทึกทางการพยาบาลส่วนที่ 4 Nursing Daily Care Plan Part III: Nursing Progress Note มีค่าเฉลี่ยสูงสุด 4.18 S.D.0.64 และความพึงพอใจต่อการใช้เวลาในการบันทึกแบบบันทึกทางการพยาบาลมีค่าเฉลี่ยต่ำสุด 2.81 S.D.0.81 แบบบันทึกทางการพยาบาลที่พัฒนาขึ้นสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการสื่อสารกันในทีมสุขภาพ และควรมีการปรับปรุงแบบบันทึกในหัวข้อการปรับตัวด้านอัตมโนทัศน์และการปรับตัวด้านบทบาทหน้าที่ในผู้ป่วยวัยทารกและเด็กเล็ก คำสำคัญ:แบบบันทึกทางการพยาบาล / ผู้ป่วยเด็ก / หอผู้ป่วยเด็กอาการหนัก Abstract This is a research and development study. The purposes are to develop a nursing documentation form for pediatric intensive care unit in Phramongkutklao hospital and to explore satisfaction of users utilizing the documentation form. There were two phases of the study: The first phase was to develop the nursing documentation form based on the context of pediatric intensive care units of Phramongkutklao hospital. The second phase was the application of the developed nursing documentation form in the pediatric intensive care units by sixteen registered nurses and one pediatrician. After the application the users’ satisfaction in using the documentation form was assessed. The research instruments consist of the interview to explore needed information in developing the nursing documentation form the questionnaire of satisfaction in using the nursing documentation form and the completeness of recording based on nursing documentation form checklist. Statistics analyzed data are percentage and standard deviation. The results showed that first the nursing documentation form developed by implementing nursing process and Roy’s Adaptation Theory includes five parts: Pediatric database Nursing daily care plan part I: Assessment and problem list; Nursing daily care plan part II: Pediatric critical form; Nursing daily care plan part III: Nursing progress note andPatient discharge summary. Second the usage of the nursing documentation form demonstrated that the mean of overall satisfaction was at a medium level 3.71 S.D . 0.53 . The satisfaction with recording in Part four; Nursing Daily Care Plan Part III: Nursing Progress Note had the highest score 4.18 S.D. 0.64 and the satisfaction with spending time recording had the lowest score 2.81 S.D. 0.81 . The developed nursing documentation form is a tool for communication in the health care team. For further study the self-concept mode and the role function mode in infants and young children patients should be improved. Keywords :Nursing documentation PediatricPatient Pediatric Intensive Care Unit
2561 - รูปแบบการบริหารจัดการที่ส่งผลต่อความสำเร็จของ สถาบันการศึกษาพยาบาล
บทคัดย่อ : บทคัดย่อ การวิจัยเชิงพรรณนานี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณและคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1 วิเคราะห์หาความสัมพันธ์เชิงสาเหตุ ที่เกี่ยวข้องระหว่างคุณลักษณะผู้นำและการบริหารจัดการสถาบันที่ส่งผลต่อความสำเร็จของสถาบันการศึกษาพยาบาล และ 2 กำหนดรูปแบบการบริหารจัดการที่ส่งผลต่อความสำเร็จของสถาบันการศึกษาพยาบาล กลุ่มตัวอย่างคณบดี/ผู้อำนวยการและ อาจารย์พยาบาลปฏิบัติหน้าที่บริหารงานของสถาบันการศึกษาพยาบาลในการวิจัยเชิงปริมาณ จำนวน 365 คน และการวิจัย เชิงคุณภาพ จำนวน 15คน เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ใช้สถิติเชิงพรรณนาได้แก่ค่าความถี่ร้อยละค่าเฉลี่ย เลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบสมมติฐาน ได้แก่ สถิติวิเคราะห์เส้นทางอิทธิพล path analysis สถิติการ วิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง structural equation modeling : SEM และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา content analysis ผลการวิจัยพบว่า คุณลักษณะผู้นำของผู้บริหารมีอิทธิพลทางตรงกับการบริหารจัดการ DE 1.18 และคุณลักษณะ ผู้นำของผู้บริหารมีอิทธิพลทางตรงและทางอ้อมกับความสำเร็จของสถาบันการศึกษาพยาบาล DE -.52 IE 1.67 ส่วนการ บริหารจัดการมีอิทธิพลทางตรงกับความสำเร็จของสถาบันการศึกษาพยาบาล DE 1.42 และโมเดลสมการโครงสร้างความสัมพันธ์ เชิงสาเหตุที่เกี่ยวข้องระหว่างคุณลักษณะผู้นำของผู้บริหารและการบริหารจัดการที่ส่งผลต่อความสำเร็จของสถาบันการศึกษา พยาบาลที่พัฒนาขึ้นมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ 2 5.909 df 6 P .433 CMIN/df .985 GFI .996 AGFI .976 RMSEA .000 ซึ่งสามารถอธิบายผลสำเร็จของสถาบันการศึกษาพยาบาลได้ร้อยละ 54.10 ผลการวิจัยเชิงคุณภาพ สอดคล้องกับเชิงปริมาณในทุกมิติและเสนอแนะให้พัฒนาคุณลักษณะผู้นำของผู้บริหารที่เอื้อต่อความสำเร็จของสถาบันการศึกษา พยาบาล รวมทั้งการรวมกลุ่มกันเป็นเครือข่ายเพื่อพัฒนาศักยภาพและกำหนดทิศทางการพัฒนาร่วมกันในการเสริมสร้างความ แข็งแกร่งและความได้เปรียบในการแข่งขันให้กับสถาบันการศึกษาพยาบาล คำสำคัญ : ความสำเร็จของสถาบัน การบริหารจัดการ คุณลักษณะผู้นำ สถาบันการศึกษาพยาบาล Abstract This descriptive research is quantitative and qualitative research aimed to 1 analyze the causal relationship between leadership qualifications and management that affect the success in the institute of nursing education and 2 create a model of management that affect the success in the institute of nursing education. The samples of the deans/directors and nursing Instructors perform administrative duties in the institute of nursing education were 365 in quantitative research and 15 in qualitative research. The research instruments were questionnaires and interviews.The descriptivestatisticsused intheresearch werefrequency percentage arithmetic mean and standard deviation. The statistics of hypothesis tests were path analysis structural equation modeling SEM and content analysis. The finding found that the leadership qualifications had direct effect on management. DE 1.18 and the leadership qualifications had direct and indirect effect on the success in the institute of nursing education DE -.52 IE 1.67 . The management had direct effect on the success in the institute of nursing education DE1.42 and the developed structural equation model had congruence with the empirical data 2 5.909 df 6 P .433 CMIN/df .985 GFI .996 AGFI .976 RMSEA .000 was able to explain 54.10 percent of the success in the institute of nursing education. The qualitative results were consistent with all quantitative dimensions and suggested to develop leadership qualifications of the executives contributing to the success in the institute of nursing education. As well as being a network to develop the potential and determine the direction for joint development in strengthening the strength and competitive advantage of nursing education institutions. Keywords : success in the institute management leadership qualification institute of nursing education
2561 - A Model to Manage the Intention to Stay in the Nurse Profession of Nurse Students at the Army Nursing College
บทคัดย่อ : The objectives of this research are 1 to study the level of intention to stay in the nurse profession of the nurse students at the Army Nursing College 2 to compare the intention levels between nurse students in different class years at the Army Nursing College and 3 to model a scheme to manage the intention to stay in the nurse profession among the nurse students at the Army Nursing College. The sample includes 323 nursing students who are surveyed with a questionnaire. The obtained data are then analyzed to find means standard deviations and further tested using t-test F-test and multiple regressions. The research results find that the level of intention to stay in the nurse profession among the army nurse students is high x 3.89 . The intentional level however do not differ among students in class years. In this model there are two factors that affect the management of the intention level including the general training factor Beta 0.422 and the job satisfaction factor Beta 0.229 . The model has the power of 32.90 percent R-squared 0.329 to explain the level of intention to stay in the nurse profession and exhibits a positive moderate relationship with the actual intention to stay R 0.573 which implies that if general trainings are supported and job satisfaction can be raised then the level of intention to stay in the nurse profession among the army nurse students should be accordingly higher.
2561 - การประเมินหลักสูตร การฝึกตามหน้าที่พลทหารกองประจำการ และผู้ปฏิบัติการ ฉุกเฉินเบื้องต้น ของเหล่าทหารแพทย์ กองพันเสนารักษ์ที่ 8
บทคัดย่อ : Abstract ความเป็นมา กองพันเสนารักษ์ที่ 8 รับผิดชอบในการจัดหลักสูตร การฝึกตามหน้าที่พลทหารกองประจำการของเหล่าทหารแพทย์และได้ตระหนักถึงความสำคัญในการเพื่อศักยภาพให้กับพลทหารกองประจำการ และเพิ่มขีดความสามารถในการปฏิบัติงาน จึงได้นำหลักสูตร ผู้ปฏิบัติการฉุกเฉินเบื้องต้น First Responder มาจัดการเรียนการสอน ใช้เวลาในการศึกษาจำนวน 354 ชั่วโมง ระยะเวลา 8 สัปดาห์เพื่อให้พลทหารกองประจำการได้รับการรับรองจากสถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน สามารถปฏิบัติงานภายใต้การควบคุมของแพทย์และพยาบาลในการช่วยเหลือผู ้บาดเจ็บนอกโรงพยาบาล และได้เล็งเห็นถึงความก้าวหน้าในอนาคตเมื่อพลทหารปลดออกจากกรมกอง สามารถปฏิบัติงานในหน่วยงานทางการแพทย์ฉุกเฉินได้ดังนั้นเพื่อเป็นการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจึงควรมีการประเมินหลักสูตร เพื่อ ปรับปรุงให้สอดคล้องกับความต้องการและการเปลี่ยนแปลงในสังคมปัจจุบัน วัตถุประสงค์ เพื่อประเมินหลักสูตรการฝึกตามหน้าที่ พลทหารกองประจำการ และผู้ปฏิบัติการฉุกเฉินเบื้องต้น ของเหล่าทหารแพทย์กองพันเสนารักษ์ที่ 8 ในด้านปัจจัยนำเข้า ด้าน การดำเนินการจัดอบรม และด้านผลผลิตจากการจัดอบรม วิธีการ มีผู ้เข้ารับการอบรมจำนวน 42 คน ตอบแบบสอบถามประเมิน หลักสูตรแบบประมาณค่า 5 ระดับ ที่มีระดับความเชื่อมั่น .90 จากนั้นนำข้อมูลมาวิเคราะห์โดยใช้ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษา กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นพลทหาร เพศชาย คิดเป็นร้อยละ 100 อายุระหว่าง 20-25 ปี คิดเป็นร้อยละ 100 ปัจจัยนำเข้าที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด ด้านผู้เข้ารับการอบรมพบว่า เนื้อหาของหลักสูตรมีความเหมาะสมกับผู ้อบรมในครั้งนี้ x 4.26 ด้านวิทยากร พบว่า มีบุคลิกภาพที่ดี น่าเชื่อถือ x 4.44 ด้านสิ่งสนับสนุนการเรียนรู้พบว่า สื่อ โสตทัศนูปกรณ์มีความเหมาะสม x 4.30 สำหรับกระบวนการจัดอบรมพบว่า ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ฝึกทักษะการปฏิบัติมีค่าเฉลี่ยมากที่สุด x 4.42 สำหรับผลผลิตจากการ อบรมพบว่า ความรู้ที่ผู้เข้ารับการอบรมได้รับมีค่าเฉลี่ยสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่การฝึกเปล และการลำเลียงผู้ป่วย x 4.49 การ ช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน x 4.40 การพยาบาลทั่วไป การฝึกปัจจุบันพยาบาล และระบบการแพทย์ฉุกเฉิน มีค่าคะแนนเฉลี่ยเท่ากัน x 4.35 สรุป การประเมินหลักสูตรโดยรวมอยู่ในระดับดี การฝึกตามหน้าที่พลทหารกองประจำการ และผู้ปฏิบัติการฉุกเฉิน เบื้องต้น ผู ้เข้ารับการอบรมให้ความคิดเห็นว่า เป็นหลักสูตรที่มีความสำคัญมาก เนื่องมาจากความรู ้และการปฏิบัติที่ได้นอกจากการ ดูแลผู้ป่วยในสนามแล้ว ยังมีความรู้ความสามารถที่จะให้การดูแลผู้ป่วยทั่วไปเมื่อเกิดภาวะฉุกเฉินได้อีก เนื่องมาจากเป็นหลักสูตรที่ ผ่านการรับรองของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน เพราะเมื่อผ่านหลักสูตรนี้พลทหารจะมีความสามารถ ในการเข้าช่วยเหลือผู้บาดเจ็บอย่าง มั่นใจ และมีประสิทธิภาพทำให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มศักยภาพ และเห็นควรให้มีการจัดหลักสูตรผู้ปฏิบัติการฉุกเฉินเบื้อง ต้นในรุ่นต่อไป An Evaluation of Regular Duty Training and Emergency First Responder Program for Privates Stationed at the 8th Medical Battalion Background: The 8th Medical Battalion is responsible for providing regular duty training for active duty privates stationed at the battalion and realizes the importance of the potential reinforcement operational empowerment and capability improvement. Therefore the Emergency First Responder Program has been used to train the privates. The program lasts 354 hours 8 week . After the program completion the privates will be given a certificate approved by the National Institute of Emergency and will be capable to help the injured and emergency patients in pre-hospital settings under supervision of doctors and nurses when they are discharged from the military. The course needs to be continuously evaluated for ongoing improvement to address the needs of the changing society. Objective: This study aimed to evaluate input process and output of the regular duty training and Emergency First Responder Program. Methods: There were 42 participants asked to rate their opinion on the course using five point Likert scale in the questionnaires reliability .90 . The collected data were analyzed using mean and standard deviation. Results: The results showed that all participants 100% were male aged 20-25 years. For the inputs appropriateness of the teaching content had the highest mean x 4.26 . In the lecturer aspect the highest mean was the lectures’ personality x 4.44 . For learning support resources audiovisual media were found appropriate x 4.30 . In terms of process encouraging students to practice skills had the highest mean x 4.42 . In relation to the output the top -3 knowledge gained include: 1 use of a stretcher patient transfer x 4.49 2 basic life support x 4.40 and 3 general care emergency medical practice and emergency medical service system which had the same average score x 4.35 respectively. Conclusion: The overall course evaluation was in satisfied level. The participants commented that the course is very useful because the knowledge and practice can be applied to provide patient care not only in the battlefield but also in any emergency incidents. When the soldier completed the course they competencies to confidently help patients and enhance optimal functioning at full capability. It is recommended that this program should be continued for other privates in the future.
2561 - Development of a Dyspnea Management Behavior Scale for Thai Chronic Obstructive Pulmonary Disease Patients
บทคัดย่อ : ABSTRACT: Background: Dyspnea is the most common and severe symptom in patients with chronic obstructive pulmonary disease COPD associated with progressively decreased lung function. Assessment of dyspnea management behavior in COPD patients is therefore of great importance in clinical practice. However no valid and reliable measure presently exists to assess such behavior in Thai COPD patients. The purpose of this study was to develop a dyspnea management behavior scale DMBS for use in the Thai COPD patient population. Methods: This study was guided by scale development procedures. Development of the DMBS involved four steps: first generating an item pool; second performing a content validity procedure; third performing an item analysis procedure; and fourth performing a construct validity procedure using exploratory factor analysis EFA . A convenience sample of 100 COPD patients was recruited for scale validation. Results: The DMBS was produced as a self-reporting questionnaire comprising 17 items and a five-point Likert scale. The scale was divided into two components: 1 management of dyspnea exacerbation and 2 prevention of induced dyspnea. Psychometric testing confirmed the content and construct validity as well as the internal consistency of the instrument when used by Thai COPD patients with a Cronbach’s alpha coefficient of 0.93. The results of EFA showed that the two components accounted for 48.95% of the variation with Eigenvalues of 8.81 and 1.61. Conclusions: The findings of this study support the development of the DMBS for assessing the dyspnea management behavior of Thai COPD patients. Further research is needed to field-test the psychometric properties of the DMBS. Keywords: Scale development; Dyspnea management behavior; Chronic obstructive pulmonary disease; Thai COPD patients
2561 - การพัฒนากลยุทธ์การบริหารวิทยาลัยพยาบาลสังกัดกระทรวงกลาโหม ตามแนวคิดการเป็นองค์การสมรรถนะสูง
บทคัดย่อ : บทคัดย่อ การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1 ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารงานวิทยาลัยพยาบาลสังกัด กระทรวงกลาโหมตามแนวคิดการเป็นองค์การสมรรถนะสูง 2 พัฒนากลยุทธ์การบริหารวิทยาลัยพยาบาลสังกัดกระทรวงกลาโหม ตามแนวคิดการเป็นองค์การสมรรถนะสูง ใช้วิธีการวิจัยแบบผสมผสาน โดยการเก็บข้อมูลเชิงปริมาณและการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ได้แก่แบบสอบถามและแบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของกลยุทธ์สถิติที่ใช้ในการ วิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ดัชนีความต้องการจำเป็นและการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1 สภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารวิทยาลัยพยาบาลสังกัดกระทรวงกลาโหม ตามแนวคิดการเป็นองค์การสมรรถนะสูง พบว่าอยู่ในระดับมากและมากที่สุด ค่าเฉลี่ย 3.990 และ 4.605 ตามลำดับ 2 กลยุทธ์ การบริหารวิทยาลัยพยาบาลสังกัดกระทรวงกลาโหมตามแนวคิดการเป็นองค์การสมรรถนะสูง ประกอบด้วย 5 กลยุทธ์หลักคือ 1 ยกระดับประสิทธิภาพการบริหารงานวิจัยมุ่งสร้างงานวิจัยที่มีคุณภาพได้มาตรฐานสากล 2 สร้างความเป็นเลิศในการบริการ วิชาการแก่ผู้รับบริการและสังคม 3 พัฒนาคุณภาพการประเมินผลการจัดการเรียนการสอนให้ได้มาตรฐานทางวิชาการและวิชาชีพ 4 พัฒนาหลักสูตรที่ได้มาตรฐานนำไปสู่การเป็นองค์การสมรรถนะสูง 5 เสริมสร้างศักยภาพการจัดการเรียนการสอนมุ่งเน้นผลิต บัณฑิตที่มีคุณภาพสูง โดยมีกลยุทธ์รองจำนวน 14 กลยุทธ์และ 49 แนวทางการดำเนินงาน คำสำคัญ : กลยุทธ์การบริหาร องค์การสมรรถนะสูง วิทยาลัยพยาบาล กระทรวงกลาโหม Abstract The purposes of this research were 1 to explore the current and desirable states of management of MOD’s nursing colleges and 2 to develop management strategies for MOD’s nursing colleges. A mixed methods research design was applied and the quantitative data and quanlitative data were collected. The instruments used in this study were questionnaires and the strategic evaluation forms to testify appropriateness and feasibility of the strategies. The data were analyzed by frequency percentage average standard deviation Modified Priority Needs Index PNI Modified and content analysis. The research results showed that 1 The current and desirable states of management of MOD’s nursing colleges based ontheconceptofhigh performance wereinhighlevel and highest level mean 3.990 and 4.605respectiively 2 the management strategies for MOD’snursing colleges consisted of5keystrategies namely 1 Raising the efficacy of research management focusing on producing quality research work of international standards 2 Establishing theexcellenceof academic servicefor clients and society 3 Improving instructional evaluation for academic and professional standards 4 Developing standard curricula to achieve high performanceorganization and 5 Strengthening instructional competencyemphasizingon producinghigh quality graduates. There were 14 sub-strategies and 49 procedures. Keywords : Management Strategies High Performance Organization Nursing Colleges Ministry of Defence
2561 - ผลของโปรแกรมการดูแลเท้าเพื่อป้องกันการถูกตัดขาของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ต.สำโรงชัย อ.ไพศาลี จ.นครสรรค์
บทคัดย่อ : บทคัดย่อ วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความรู้ พฤติกรรมการดูแลเท้าและสภาวะเท้า และเพื่อเปรียบเทียบความรู้ พฤติกรรมการดูแลเท้าและสภาวะ เท้า ก่อนและหลังได้รับโปรแกรมการดูแลเท้า วัสดุและวิธีการ งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการ ทดลองโดยมีกลุ่มตัวอย่างในการศึกษา คือ ผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 อยู่ในเขตตำบลตำบลสำโรงชัย อำเภอไพศาลี จังหวัดนครสวรรค์ จำนวน 82 คน ซึ่งได้จากการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ได้แก่ แบบประเมินสภาวะเท้า แบบ ทดสอบความรู้ในการดูแลเท้า มีค่าความเชื่อมั่น 0.78 และแบบสอบถามพฤติกรรมการดูแลเท้า มีค่าความเชื่อมั่น 0.86 สถิติที่ใช้ใน การวิเคราะห์ข้อมูล คือ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการเปรียบเทียบด้วยค่าที ชนิด 2 กลุ่ม ไม่เป็นอิสระต่อกัน ผลการศึกษา พบว่าหลังได้รับโปรแกรมการดูแลเท้าผู้ป่วยโรคเบาหวานที่เป็นกลุ่มตัวอย่างมีสภาวะเท้า มีความรู้ ในการดูแลเท้าและมีพฤติกรรมการดูแลเท้า ดีกว่าก่อนได้รับโปรแกรมการดูแลเท้า อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ a 0.05 สรุป โปรแกรมการดูแลเท้าเป็นสิ่งจำเป็นและมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาคุณภาพบริการและสุขภาพของผู้ป่วยโรคเบาหวาน จึงควร มีการขยายไปสู่เครือข่ายบริการปฐมภูมิในพื้นที่รับผิดชอบแห่งอื่นๆ อย่างทั่วถึงต่อไปเพื่อส่งผลให้การดูแลเท้าเพื่อป้องกันการถูกตัดขา ของผู้ป่วยเบาหวานมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น คำสำคัญ: l โปรแกรมการดูแลเท้า l พฤติกรรมการดูแลเท้า l โรคเบาหวานชนิดที่ 2
2561 - ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ของนักศึกษามหาวิทยาลัยวไลยอลงกรณ์
บทคัดย่อ : ทคัดย่อ บทนํา เครื่องดื่มแอลกอฮอลไดกอใหเกิดปัญหาดานสุขภาพ ครอบครัว อุบัติเหตุและอาชญากรรม ซึ่งกระทบตอสังคมและเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอลและปัจจัยที่มีอิทธิพลตอพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอลของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏ วไลยอลงกรณ ในพระบรมราชูปถัมภ วิธีกําร กลุมตัวอยางคือนักศึกษา จานวน 354 คน ซึ่งไดมาจากการสุมตัวอยางแบบแบงชั้นภูมิ เก็บรวบรวมขอมูลโดยการตอบแบบสอบถามโดยตนเอง ระหวางวันที่ 28 มีนาคม 2560 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2560 วิเคราะหขอมูลโดยใชความถี่ รอยละ คาเฉลี่ย สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะหไคสแคว และ Multiple Logistic Regression ผลกํารวิจัย พบวานักศึกษารอยละ 44.4 ที่ปัจจุบันมีการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล ในขณะที่รอยละ 55.6 ไมดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอลในปัจจุบัน ในขณะที่รอยละ 60.1 มีการรับรูมาตรการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอลในระดับดี สวนปัจจัยที่มีอิทธิพลตอพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอลของนักศึกษาอยางมีนัยสาคัญทางสถิติ p-value < 0.05 คือการรับรูมาตรการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอลโดยนักศึกษาที่มีการรับรูมาตรการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอลดีมีโอกาสที่จะไมดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอลในปัจจุบันเป็น 2.9 เทาของนักศึกษาที่มีการรับรูมาตรการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอลไมดี สรุป จากผลการวิจัยครั้งมีขอเสนอแนะใหสถาบันอุดมศึกษาควรวางแนวทางในการจัดการปัญหาการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอลของนักศึกษา โดยเริ่มตนจากการสงเสริมการรับรูมาตรการดานการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอลใหครอบคลุมและเหมาะสมตอไปคําสําคัญ:lพฤติกรรมการดื่มlเครื่องดื่มแอลกอฮอลlนักศึกษา
2561 - ประสิทธิผลของการจัดการเรียนการสอนโดยใช้คำถามเป็นฐานของนักเรียนพยาบาล วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก
บทคัดย่อ : บทคัดย่อ การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของการเรียนการสอนโดยใช้คำถามเป็นฐานของนักเรียนพยาบาล วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก ขนาดกลุ่มตัวอย่างใช้ตารางสำเร็จรูปของเครซี่และมอร์แกน Krejcie & Morgan 1970 ได้กลุ่มตัวอย่างที่สมัครเข้าร่วมการวิจัยคือนักเรียนพยาบาล ชั้นปีที่ 3 ปีการศึกษา 2560 จำนวน 85 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบการสรุปผลการเรียนรู้ของนักเรียนหลังการเรียน แบบสังเกตพฤติกรรมในชั้นเรียน แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนการสอนแบบใช้คำถามเป็นฐาน และแบบสอบถามความพึงพอใจของอาจารย์ผู้สอนต่อการเรียนการสอนแบบใช้คำถามเป็นฐานซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงด้านเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิด้านการเรียนการสอน 3 คน และแบบทดสอบวัดความรู้ผ่านการตรวจสอบความตรงด้านเนื้อหาจากผู้เชี่ยวชาญ 5 คน ทดลองใช้ข้อสอบกับนักเรียนพยาบาล ชั้นปีที่ 4 รุ่นที่ 51 จำนวน 30 คน หาความเชื่อมั่นของข้อสอบโดยคำนวณจาก KR-20 ได้ 0.65ผลการวิจัยพบว่า 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนจากการทำสรุปบทเรียนหลังเรียนสามารถทำได้ผ่านตามวัตถุประสงค์ทุกคน คิดเป็นร้อยละ 100 และการทำแบบทดสอบ ได้คะแนนผ่านเกณฑ์ร้อยละ 60 ทุกคน คะแนนเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละ 71.16 2. นักเรียนพยาบาลมีพฤติกรรมการเรียนในชั้นเรียนอยู่ในระดับดีทุกพฤติกรรม 2.84 คะแนนเต็ม 3 3. นักเรียนและผู้สอนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนการสอนแบบใช้คำถามเป็นฐานโดยรวมอยู่ในระดับดีมาก 4.48 4.53 คะแนนเต็ม 5 ตามลำดับ
2561 - ประสบการณ์ของมารดาเด็กออทิสติกวัยเรียนที่รับรู้การถูกตีตรา
บทคัดย่อ : บทคัดย่อ การวิจัยเชิงคุณภาพแบบพรรณนาเพื่ออธิบายความหมายและประสบการณ์ของมารดาเด็กออทิสติกวัยเรียนที่รับรู้การถูก ตีตรา ผู้ให้ข้อมูลคือ มารดาผู้ดูแลหลักของเด็กออทิสติกวัยเรียนที่มีอายุระหว่าง 6 – 12 ปี ซึ่งดูแลเด็กออทิสติกมาแล้วอย่างน้อย 3 ปี และมีคะแนนการรับรู้การถูกตีตรามากกว่า 44 คะแนนขึ้นไป เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกจนข้อมูลอิ่มตัว จากผู้ให้ข้อมูลจำนวน 7 ราย และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา Content analysis ผลการศึกษาพบว่า ความหมายของการรับรู้การถูกตีตราของมารดาเด็กออทิสติกวัยเรียนคือ การได้รับปฏิกิริยาในแง่ลบ ต่างๆ ที่คนในสังคมแสดงออกถึงการปฏิเสธ ไม่เข้าใจ ไม่ยอมรับ แบ่งแยกกีดกัน และรังเกียจเด็กออทิสติกวัยเรียนและมารดาที่มา จากการแสดงอาการและพฤติกรรมไม่เหมาะสมของเด็ก แล้วทำให้มารดาเกิดความรู้สึกเสียใจ น้อยใจ และอับอายในการถูกตีตรา ของลูกและตนเองในฐานะที่เป็นมารดาและผู้ดูแลหลัก สำหรับประสบการณ์ของมารดาเด็กออทิสติกวัยเรียนที่รับรู้การถูกตีตรานั้น ประกอบด้วยประเด็นหลักที่สำคัญ 4 ประเด็น คือ ประเด็นที่ 1 ลูกเราแตกต่างจากเด็กคนอื่น ประเด็นที่ 2 การรับรู้การแสดงออก ของคนในสังคม ประเด็นที่ 3 ผลของการถูกรังเกียจ และประเด็นที่ 4 การปรับตัวของมารดา ผลการวิจัยในครั้งนี้จะเป็นข้อมูลพื้นฐานทำให้เกิดความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง นำไปสู่การพัฒนาองค์ความรู้และการวางแผน การดูแลมารดาของเด็กออทิสติกวัยเรียน เพื่อการสนับสนุนมารดาในการดูแลเด็กออทิสติกวัยเรียนที่มีประสิทธิภาพต่อไป คำสำคัญ: การรับรู้การถูกตีตรา มารดาเด็กออทิสติกวัยเรียน Abstract The Qualitative descriptive study aimed to defining and explaining experiences of mothers of school-age autistic children perceiving affiliate stigma. The informants were seven mothers who had been primary caregivers of school-age autistic children aged 6 to 12 years old for at least three years and whose perceived affiliate stigma score was higher than 44 points. Data were collected by means of in – depth interviews and analyzed using Content analysis. The study findings revealed that the definition of affiliate stigma of mothers of school-age autistic children referred to negative reactions from people in society that reflected their rejection lack of understanding unacceptance discrimination and disgust toward school-age autistic children and their mothers all of which were caused by autistic children’s inappropriate gestures and behaviors. As such the mothers felt sad miserable and embarrassed since their children were stigmatized which leads themselves to be stigmatized because they were the mother and primary caregiver. In addition the experiences of mothers of school-age autistic children perceiving affiliate stigma can be categorized into 4 major issues: 1 our child being different from other children 2 perceived expressions of people in society 3 effects of disgust and 4 mothers’ adaptation. The study findings could be used as baseline data to generate profound understanding and as a guideline to further develop the body of knowledge and to devise a plan to more effectively offer assistance and support mothers to take care of school-age autistic children. Keyword: Affiliate Stigma Perception Mothers of School-age Autistic Children
2561 - ปัจจัยทำนายภาวะสุขภาพของผู้ดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะสมองเสื่อม
บทคัดย่อ : บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอำนาจการทำนายปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อภาวะสุขภาพของผู้ดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะ สมองเสื่อม กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 100 ราย เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถาม ความพร้อมในการดูแล แบบสอบถามปริมาณการช่วยเหลือจากผู้อื่น แบบสอบถามความเครียดจากบทบาทการดูแลโดยตรง และ แบบสอบถามการรับรู้ภาวะสุขภาพ SF-12 version 2 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยายวิเคราะห์ความสัมพันธ์สัมประสิทธิ์สห สัมพันธ์สเปียร์แมน และวิเคราะห์อำนาจการทำนาย โดยการวิเคราะห์ความถดถอยเชิงพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า ความพร้อมในการดูแล ปริมาณการช่วยเหลือจากผู้อื่น และความเครียดจากบทบาทการดูแลโดยตรง ของผดู้ แู ลตอ่ ผสู้ งู อายทุ ีม่ ภี าวะสมองเสือ่ มคอ่ นไปทางดา้ นต่ำ Skewness 0.165 0.755 และ 0.223 ตามลำ ดบั และภาวะสขุ ภาพ ค่อนไปทางด้านสูง Mean 72.55 S.D. 16.14 การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรพบว่า ความพร้อมในการดูแลมีความ สัมพันธ์ทางบวกในระดับปานกลางกับภาวะสุขภาพอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ r 0.412 p < 0.05 ความเครียดจากบทบาทการ ดูแลโดยตรงมีความสัมพันธ์ทางลบในระดับปานกลางกับภาวะสุขภาพอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ r -0.444 p < 0.05 ปริมาณ การช่วยเหลือจากผู้อื่นไม่มีความสัมพันธ์กับภาวะสุขภาพอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 การวิเคราะห์อำนาจการทำนายของ ตัวแปร พบว่าความพร้อมในการดูแล และความเครียดจากบทบาทการดูแลโดยตรงสามารถร่วมกันทำนายภาวะสุขภาพของผู้สูงอายุ ที่มีภาวะสมองเสื่อมได้ร้อยละ 26 R2 .260 F 17.027 p < .05 ผลการศึกษาสามารถนำไปใช้ประเมินความพร้อมในการดูแลของผู้ดูแล ความเครียดจากบทบาทการดูแลโดยตรงในการ วางแผนการพยาบาล และควรจัดทำโปรแกรมสนับสนุนผู้ดูแลในด้านการเตรียมความพร้อม และลดความเครียดจากบทบาท การดูแลโดยตรง เพื่อให้การดูแลผู้ดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะสมองเสื่อม ให้คงไว้ซึ่งสุขภาพที่ดีทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ คำสำคัญ : ความพร้อมในการดูแล ความเครียดจากบทบาทการดูแลโดยตรง ภาวะสุขภาพ ผู้ดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะสมองเสื่อม
2561 - หลักสูตรเสริมสร้างความสามารถสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ในสื่อสังคมออนไลน์ สำหรับนักศึกษาปริญญาตรี
บทคัดย่อ :
2560 - ผลของโปรแกรมการหายใจช้าลึกแบบผ่อนคลายต่อความดันโลหิตและความเครียดของผู้ป่วยความดันโลหิตสูงชนิดไม่ทราบสาเหตุที่มารับบริการ ณ ห้องตรวจโรคเวชศาสตร์ครอบครัว โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า
บทคัดย่อ :
2560 - ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความเครียดและการเผชิญความเครียดของนักเรียนพยาบาล วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก
บทคัดย่อ : บทนำ: ความเครียดเป็นผลจากความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องเผชิญ ไม่สามารถคาดการณ์หรือหลีกเลี่ยงได้ โดยเฉพาะนักเรียนหรือนักศึกษาในระดับอุดมศึกษา ในที่นี้คือนักเรียนพยาบาลวิทยาลัยพยาบาลกองทัพบกที่ต้องมีการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อม สังคม และการดำเนินชีวิต อีกทั้งการเรียนรู้ทั้งภาคทฤษฏีและภาคปฏิบัติเพื่อมุ่งหวังต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ดี จึงอาจส่งผลต่อการเกิดความเครียดได้ ดังนั้นหากสามารถทราบระดับความเครียดและแนวทางการเผชิญความเครียดแล้วจะช่วยเป็นข้อมูลสนับสนุนการวางแผนเพื่อแก้ไขปัญหาการเผชิญความเครียดที่ไม่เหมาะสม เพื่อให้นักเรียนพยาบาลที่มีความเครียดสามารถเผชิญความเครียดได้อย่างเหมาะสม ส่งผลให้มีความสุขทั้งการเรียนและการดำเนินชีวิตประจำวันมากขึ้น วัตถุประสงค์ของการวิจัย: 1. เพื่อศึกษาระดับความเครียดและการเผชิญความเครียดของนักเรียนพยาบาล วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก 2. เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อความเครียดของนักเรียนพยาบาลวิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก 3. เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ความเครียดกับการเผชิญความเครียดของนักเรียนพยาบาลวิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก รูปแบบการวิจัย: วิจัยเชิงพรรณนา Descriptive Research วัสดุและวิธีการ : ประชากรที่ศึกษาคือนักเรียนพยาบาลกองทัพบกชั้นปีที่ 2 3 และ 4 วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก ปีการศึกษา 2559 จำนวน 236 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม 3 ส่วน ดังนี้ ส่วนที่ 1 แบบสอบถามข้อมูลทั่วไปของนักเรียนพยาบาล ส่วนที่ 2 แบ่งเป็น 3 ตอน ประกอบด้วย 1 แบบสอบถามสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการเรียนการสอน ผู้วิจัยได้สร้างเครื่องมือขึ้นเอง มีค่าความเชื่อมั่นโดยวิธีสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบราค Cronbach’s Alpha Coefficient เท่ากับ 0.92 2 แบบสอบถามแรงสนับสนุนทางสังคม ปรับปรุงเครื่องมือจากงานวิจัยของไพศาล แย้มวงษ์ 2555 มีค่าความเชื่อมั่นโดยวิธีสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบราค Cronbach’s Alpha Coefficient เท่ากับ 0.89 และ 3 แบบสอบถามวัดระดับความเครียด ปรับปรุงแบบสอบถามจาก กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข มีค่าความเชื่อมั่นโดยวิธีสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบราค Cronbach’s Alpha Coefficient เท่ากับ 0.86 ส่วนที่ 3 แบบสอบถามการเผชิญความเครียด มีค่าความเชื่อมั่นโดยวิธีสัมประสิทธิ์แอลฟาของ ครอนบราค Cronbach’s Alpha Coefficient เท่ากับ 0.88 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สันและสเปียร์แมน ผลการวิจัย: ผลการศึกษาพบว่า 1. นักเรียนพยาบาลมีระดับความเครียดอยู่ในระดับน้อย M 2.02 SD 0.55 2. นักเรียนพยาบาลมีความสามารถเผชิญความเครียดอยู่ในระดับน้อย M 2.01 SD 0.23 3. สิ่งอำนวยความสะดวกด้านการเรียนการสอนอยู่ในระดับมาก M3.56 SD 0.51 และมีความสัมพันธ์ ทางลบกับความเครียดของนักเรียนพยาบาล อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ r .167 p – value 0.01 4. แรงสนับสนุนทางสังคมของนักเรียนพยาบาลอยู่ในระดับมาก M4.21 SD 0.43 และมีความสัมพันธ์ ทางลบกับความเครียดของนักเรียนพยาบาลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ r .132 p – value 0.04 5. อายุ ชั้นปี และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไม่มีความสัมพันธ์กับความเครียดของนักเรียนพยาบาลกองทัพบกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 6. ความเครียดไม่มีความสัมพันธ์กับการเผชิญความเครียดของนักเรียนพยาบาล อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ r -.264 p – value 0.17 บทวิจารณ์และบทสรุป: สิ่งอำนวยความสะดวกด้านการเรียนการสอนและแรงสนับสนุนทางสังคมทั้ง 4 ด้าน มีความสัมพันธ์ทางลบกับระดับความเครียดของนักเรียนพยาบาลกองทัพบก โดยนักเรียนพยาบาลได้รับสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการเรียนการสอนน้อยที่สุดเกี่ยวกับระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ตไร้สายมีเสถียรภาพ และการได้รับแรงสนับสนุนทางสังคมมากที่สุดคือด้านครอบครัว น้อยที่สุดคือแรงสนับสนุนทางสังคมด้านสถานศึกษา สำหรับสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการเรียนการสอนเกี่ยวกับระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ตไร้สายมีเสถียรภาพและแรงสนับสนุนทางสังคมด้านสถานศึกษาเป็นสิ่งที่ควรพัฒนาปรับปรุงเพื่อลดความเครียดของนักเรียนพยาบาล ส่งผลต่อนักเรียนพยาบาลเกิดความสุขทั้งการเรียนรู้และการใช้ชีวิตประจำวันมากขึ้น นอกจากนี้ควรพัฒนาระบบการให้คำปรึกษาเชิงรุกของอาจารย์ วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก ทั้งด้านอาจารย์ประจำชั้น อาจารย์ที่ปรึกษา และอาจารย์ผู้บังคับหมวด สนับสนุนให้นักเรียนพยาบาลสามารถติดต่อกับอาจารย์ได้ทุกช่องทางและมีการประเมินระบบการให้คำปรึกษาระหว่างอาจารย์และนักเรียนพยาบาล ในทุกภาคการศึกษา คำสำคัญ: นักเรียนพยาบาลกองทัพบก สิ่งอำนวยความสะดวกด้านการเรียนการสอน แรงสนับสนุนทางสังคม ความเครียด การเผชิญความเครียด
2560 - ทัศนคติต่อวิชาชีพพยาบาลของคนรุ่นเจนเนอเรชันซี: กรณีศึกษาโรงเรียนมัธยมศึกษาแห่งหนึ่ง
บทคัดย่อ : บทนำ: วิชาชีพพยาบาล เป็นวิชาชีพที่ต้องให้การดูแลผู้ป่วยอย่างครอบคลุมทั้ง 4 มิติ ได้แก่การส่งเสริมสุขภาพการป้องกันโรค การรักษาพยาบาลและการฟื้นฟูสมรรถภาพ วิชาชีพพยาบาลจึงเป็นที่คาดหวังของผู้ป่วยและญาติรวมถึงการรับรู้ของสังคมว่าจะได้รับการดูแลที่ดีที่สุดจากพยาบาลวิชาชีพ มุมมองต่อวิชาชีพพยาบาลของคนในสังคมก็มีความสำคัญเช่นกัน แต่อาจมีการเปลี่ยนแปลงไปได้ตามยุคสมัย ทัศนคติต่อวิชาชีพพยาบาลของวัยรุ่นกลุ่มเจนเนอเรชันซีเป็นกลุ่มที่น่าสนใจ เนื่องจากมุมมองต่อวิชาชีพพยาบาลของกลุ่มนี้ อาจส่งผลต่อวิชาชีพพยาบาลได้ ดังนั้นการศึกษาครั้งนี้จึงอาจใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาวิชาชีพพยาบาลได้อย่างเหมาะสม วัตถุประสงค์ของการวิจัย: เพื่อศึกษาทัศนคติต่อวิชาชีพพยาบาลของเจนเนอเรชันซี และเปรียบเทียบทัศนคติต่อวิชาชีพพยาบาลของเจนเนอเรชันซีที่แผนการเรียนแตกต่างกัน รูปแบบการวิจัย: การวิจัยเชิงพรรณนา Descriptive research วัสดุและวิธีการ: ศึกษาในนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2559 โรงเรียนโรงเรียนมัธยมศึกษา แห่งหนึ่งจำนวน 251 คน เลือกกลุ่มตัวอย่างโดยการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบ Stratified random sampling เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 33 ข้อ ดัดแปลงมาจากแบบสอบถามของ กรรณิการ์ ชุติเวทย์คู โดยผ่านการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน จากนั้นนำมาหาค่าความเชื่อมั่น มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ 0.81 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว ผลการวิจัย: ทัศนคติต่อวิชาชีพพยาบาลโดยรวมอยู่ในระดับดี x3.50 เมื่อพิจารณารายด้านพบว่าด้านความรู้สึกอยู่ในระดับดี x3.66 โดยข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ เป็นวิชาชีพที่ต้องให้การบริการแก่ผู้ป่วย และข้อที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ เป็นวิชาชีพที่เสี่ยงต่อการติดโรค ด้านความเชื่อและความคิดอยู่ในระดับปานกลาง x3.47 ข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือผู้ประกอบวิชาชีพพยาบาลต้องปฏิบัติงานภายใต้กฎหมาย ข้อที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือเป็นวิชาชีพที่ผู้ประกอบวิชาชีพพยาบาลไม่มีอำนาจในการตัดสินใจทางการพยาบาลต้องอยู่ภายใต้ผู้ประกอบวิชาชีพแพทย์ ด้านพฤติกรรมอยู่ในระดับปานกลาง x3.37 ข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ท่านคิดว่าท่านสามารถให้การช่วยเหลือคนทั่วไปที่เจ็บป่วย และข้อที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ถ้าเลือกวิชาชีพอื่นได้ท่านจะไม่เลือกวิชาชีพพยาบาล และพบว่า กลุ่มตัวอย่างที่แผนการเรียนแตกต่างกันมีทัศนคติต่อวิชาชีพพยาบาลแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ บทวิจารณ์และบทสรุป: จากการวิจัยครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าทัศนคติต่อวิชาชีพพยาบาลโดยรวมอยู่ในระดับดี เมื่อพิจารณารายด้านพบว่าด้านความรู้สึกอยู่ในระดับดีด้านความเชื่อและความคิดและด้านพฤติกรรมอยู่ในระดับปานกลาง จากการแสดงความคิดเห็นกลุ่มตัวอย่างให้ความคิดเห็นในด้านจุดเด่นของวิชาชีพคือวิชาชีพพยาบาลมีหน้าที่ในการดูแลและให้ความช่วยเหลือผู้ป่วย ผู้ประกอบวิชาชีพพยาบาลเป็นผู้มีความเมตตาและผู้ประกอบวิชาชีพพยาบาลเป็นผู้มีความอดทน ด้านข้อเสนอแนะที่ความพัฒนา คือ ควรปลูกฝังให้บุคลากรมีความรักในวิชาชีพพยาบาล ควรยิ้มแย้มเวลาให้บริการผู้ป่วยที่มารับบริการ และวิชาชีพพยาบาลได้รับค่าตอบแทนไม่เหมาะสมกับภาระงาน คำสำคัญ: ทัศนคติ วิชาชีพพยาบาล เจนเนอเรชันซี
2560 - ปัจจัยทำนายผลการสอบขอขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ชั้นหนึ่งของบัณฑิตพยาบาล วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก
บทคัดย่อ : บทคัดย่อ การวิจัยเชิงพรรณนาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1 ศึกษาปัจจัยคัดสรรด้านบุคคล ด้านพฤติกรรมการเตรียมตัวสอบขอขึ้นทะเบียน ด้านความวิตกกังวลเกี่ยวกับการสอบขอขึ้นทะเบียนฯ ด้านทัศนคติต่อการสอบขอขึ้นทะเบียน ฯ และด้านแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ในการเตรียมตัวสอบขอขึ้นทะเบียนฯ และปัจจัยสนับสนุนจากวิทยาลัย ที่มีผลต่อการสอบขอขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ชั้นหนึ่งของบัณฑิตพยาบาล วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก 2 ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยคัดสรรกับผลการสอบขอขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ชั้นหนึ่งของบัณฑิตพยาบาล วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก และ 3 สร้างสมการทำนายผลการสอบขอขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ชั้นหนึ่งของบัณฑิตพยาบาล วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้สำเร็จการศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต รุ่นที่ 49 ปีการศึกษา 2558 ที่สอบประเมินความรู้เพื่อขอขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ชั้น 1 ของวิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก เป็นการเลือกแบบทั้งหมด Total selection จำนวน 79 คน เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัยผ่านการตรวจสอบคุณภาพความตรงตามเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 3 คน และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ Regression analysis ผลการวิจัย พบว่า 1 เกรดเฉลี่ยสะสมตลอดหลักสูตร ผลการสอบรวบยอดสาขาพยาบาลศาสตร์ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และปัจจัยด้านทัศนคติต่อการสอบขอขึ้นทะเบียน ฯ มีความสัมพันธ์กับผลการสอบขอขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ชั้นหนึ่งของบัณฑิตพยาบาล วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก 2 สมการทำนายผลการสอบขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ชั้นหนึ่งของบัณฑิตพยาบาล วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก เป็นดังนี้ ผลการสอบขอขึ้นทะเบียนฯ 5.760+ 0.177 ผลการสอบรวบยอด + 0.021 ทัศนคติต่อการสอบขอขึ้นทะเบียนฯ ข้อเสนอแนะในการนำไปใช้ ผลการวิจัยที่ได้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนากระบวนการจัดการเรียนการสอน การพัฒนาคุณภาพของสถาบันการศึกษา และพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาเพื่อให้เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานของสภาการพยาบาล ต่อไป คำสำคัญ : ปัจจัยทำนาย ผลการสอบขึ้นทะเบียนฯ
2560 - รูปแบบการพัฒนาอัตลักษณ์ของนักเรียนพยาบาล วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก Model of Nursing Student Identity Development The Royal Thai Army Nursing College
บทคัดย่อ :
2560 - ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยคัดสรรกับการเรียนรู้อย่างมีความสุขของนักเรียนพยาบาล วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก
บทคัดย่อ : บทคัดย่อ ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยคัดสรรกับการเรียนรู้อย่างมีความสุขของนักเรียนพยาบาล วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก รุ่งนภา กุลภักดี ปร.ด. การจัดการ 1* เพ็ญจันทร์ แสนประสาน ปร.ด. การจัดการ 2 1*อาจารย์หัวหน้าภาควิชาความรู้พื้นฐาน กองการศึกษา วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก 2 ผอ.ศูนย์วิจัย มหาวิทยาลัยชินวัตร การวิจัยเชิงพรรณนานี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเรียนรู้อย่างมีความสุขของนักเรียนพยาบาล วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก ตัวอย่างเป็นนักเรียนพยาบาล วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก ชั้นปีที่ 1-4 ที่กาลังศึกษาในปีการศึกษา 2559 จานวน 178 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่ 1 แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล ส่วนที่ 2 แบบสอบถามปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเรียนรู้อย่างมีความสุข และส่วนที่ 3 แบบสอบถามการเรียนรู้อย่างมีความสุข ซึ่งผู้วิจัยได้ดัดแปลงจากแบบสอบถามของ กิติยวดี บุญซื่อ ปิตินันทน์ สุทธสาร สุนทร ช่างสุวนิช และ วิภา ตัณฑุลพงศ์ 2540 แบบสอบถามส่วนที่ 2 และ 3 ได้รับการตรวจความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ได้ค่า IOC เท่ากับ .93 และ .90 และได้รับการตรวจสอบความเที่ยงของเครื่องมือได้ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ .89 และ .91 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า การเรียนรู้อย่างมีความสุขของนักเรียนพยาบาล วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก ในภาพรวมอยู่ในระดับสูง X 4.28 S.D..51 ปัจจัยคัดสรรด้านเพื่อน ด้านผู้เรียน ด้านผู้สอน ด้านสภาพ แวดล้อม และด้านครอบครัว มีความสัมพันธ์กับการเรียนรู้อย่างมีความสุขของนักเรียนพยาบาล วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 r.66 .62 .59 .46 และ .44 ตามลาดับ โดยปัจจัยคัดสรรด้านเพื่อนและด้านผู้เรียนมีความสัมพันธ์กับการเรียนรู้อย่างมีความสุขของนักเรียนพยาบาล วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก มากที่สุด ดังนั้น จึงควรส่งเสริมให้มีกิจกรรมเพื่อนช่วยในการทบทวนบทเรียน แลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน และส่งเสริมปัจจัยด้านอื่น ๆ ที่ทาให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีความสุขในนักเรียนพยาบาล คำสำคัญ : การเรียนรู้อย่างมีความสุข ปัจจัยคัดสรร นักเรียนพยาบาล
2560 - การพัฒนาคุณลักษณะทางทหารของนักเรียนพยาบาลชั้นปีที่ 1
บทคัดย่อ :
2560 - รูปแบบการเรียนการสอนที่ส่งเสริมทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ของนักเรียนพยาบาลกองทัพบก
บทคัดย่อ : การศึกษาครั้งนี้เป็นวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน เพื่อศึกษาประสิทธิผลรูปแบบการเรียนการสอนที่ส่งเสริมทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ศึกษาในนักเรียนพยาบาลกองทัพบกชั้นปีที่ 3 จำนวน 82 คนที่เรียนวิชา การวิจัยทางการพยาบาล รูปแบบการเรียนการสอนประกอบด้วย 6 ขั้นตอน ดังนี้ 1. การมอบมายงาน 2. การตั้งคำถามในชั้นเรียน 3. การถ่ายโยงการเรียนรู้ 4. การเสนอความคิดเห็น 5. การนำเสนอหน้าชั้นเรียน และ 6. การสะท้อนคิด เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ได้แก่ แบบสอบ ถามทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 แบบสอบถามความพึงพอใจต่อรูปแบบการเรียนการสอน โดยผ่านการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน จากนั้นนำมาหาค่าความเชื่อมั่น มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ 0.86 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ dependent t-test ผลการวิจัยพบว่าทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ก่อนเรียน อยู่ในระดับดี x3.98 ทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 หลังเรียน อยู่ในระดับดี x4.07 และ พบว่า ทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ก่อนและหลังเรียน แตกต่างกันกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ ความพึงพอใจต่อรูปแบบการเรียนการสอนโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง x2.91 พบว่าเปิดโอกาสให้ซักถามและแสดงความคิดเห็น มีค่าคะแนนเฉลี่ยสูงสุด x3.27 อยู่ในระดับปานกลาง สำหรับ กิจกรรมช่วยส่งเสริมความเข้าใจเนื้อหาที่เรียน มีค่าคะแนนเฉลี่ยต่ำสุด x2.56 อยู่ในระดับปานกลาง จากการวิจัยครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า รูปแบบการเรียนการสอนที่พัฒนาขึ้น สามารถนำมาใช้ปฏิบัติจริงได้เพื่อส่งเสริมทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 และมีข้อเสนอแนะในแต่ละขั้นกิจกรรม ดังนี้ การมอบมายงานควรมอบหมายงานหลังเรียน การตั้งคำถามในชั้นเรียน ควรตั้งคำถามในช่วงของหลังจากที่เรียนเสร็จแล้ว การถ่ายโยงการเรียนรู้ การเสนอความคิดเห็น การนำเสนอหน้าชั้นเรียน และการสะท้อนคิด ต้องควบคู่กับการเรียนที่เข้าใจ คำสำคัญ: รูปแบบการเรียนการสอน ทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่21 นักเรียนพยาบาลกองทัพบก
2560 - การพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลที่สร้างจากหลักฐานเชิงประจักษ์สำหรับผู้ป่วยสมองบาดเจ็บระดับปานกลางถึงรุนแรง ณ กองอุบัติเหตุ รพ.พระมงกุฎเกล้า
บทคัดย่อ : บทคัดย่อ การวิจัยนี้เป็นวิจัยเชิงปฏิบัติการเชิงพรรณนามีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลที่สร้างจากหลักฐานเชิง ประจักษ์ในการดูแลผู้ป่วยสมองบาดเจ็บระดับปานกลางถึงรุนแรง โดยประยุกต์ใช้รูปแบบของ Conduct and Utilization of Research in Nursing CURN Model มาเป็นกรอบแนวคิดและประเมินผลการใช้แนวปฏิบัติที่สร้างขึ้น โดยทำการคัดเลือกกลุ่ม ตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง Purposive sampling กลุ่มตัวอย่างจำนวน 31 คน เป็นพยาบาลที่ปฏิบัติงานในหอผู้ป่วยที่เกี่ยวข้อง กับการดูแลผู้ป่วยสมองบาดเจ็บในโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า จำนวน 3 หอผู้ป่วย ได้แก่ หอผู้ป่วยไอซียูราชการสนาม หอผู้ป่วย อุบัติเหตุชาย และหอผู้ป่วยอุบัติเหตุหญิง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แนวปฏิบัติการพยาบาลสำหรับผู้ป่วยสมองบาด เจ็บระดับปานกลางถึงรุนแรงที่สร้างเป็นรูปแบบแนวทางปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วยประจำวัน Daily nursing checklist คู่มือการ ใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลสำหรับผู้ป่วยสมองบาดเจ็บระดับปานกลางถึงรุนแรง แบบสอบถามข้อมูลทั่วไปของพยาบาลที่เข้าร่วม การวิจัยและแบบประเมินความคิดเห็นต่อการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลที่สร้างจากหลักฐานเชิงประจักษ์สำหรับผู้ป่วยสมอง บาดเจ็บระดับปานกลางถึงรุนแรง ซึ่งพัฒนาโดยผู้วิจัย เป็นแบบประมาณค่า 5 ระดับ Likert scale มีจำนวนทั้งหมด 25 ข้อ ซึ่งมี ค่าความเที่ยง Cronbach alpha coefficient เท่ากับ .89 ผลการวิจัยพบว่า CURN model เป็นกรอบแนวคิดในการพัฒนาแนว ปฏิบัติการพยาบาลที่มีประโยชน์และประสิทธิภาพในการเชื่อมโยงหลักฐานการวิจัยลงสู่การปฏิบัติการพยาบาล พยาบาลมีความคิด เห็นโดยรวมต่อการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลในระดับดี และเห็นว่าแนวปฏิบัติการพยาบาลนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพ การพยาบาลและผลลัพธ์ในการดูแลผู้ป่วยสมองบาดเจ็บระดับปานกลางถึงรุนแรงที่ดียิ่งขึ้นต่อไป คำสำคัญ: แนวปฏิบัติการพยาบาล หลักฐานเชิงประจักษ์ สมองบาดเจ็บระดับปานกลางถึงรุนแรง Abstract This action research with descriptive design aimed to develop and evaluate the evidence-based nursing protocol for patients with moderate to severe traumatic brain injury TBI using CURN Model. The purposive sampling was used to recruit the sample which was 31 nurses working in three in-patient units associated with the targeted patients in Phramongkutklao Hospital Trauma ICU Men Trauma Ward and Women Trauma Ward . The research instruments included the newly developed Evidence-based Nursing Protocol for Patients with Moderate to Severe TBI with the manual and the data collecting questionnaires consisting of 2 parts: demographic data and the 5-level Likert scale evaluation questionnaire 25 items on the users’ opinions toward the nursing protocol The Cronbach alpha coefficient .89 . The results demonstrated that CURN Model is practical and effective to bridge research and nursing practice facilitating the development of the evidence-based nursing protocol for the patients. The users rated overall satisfaction of the nursing protocol in desirable level and agreed that application of the nursing protocol would result in greater quality of nursing care and favorable patient outcomes for individuals with moderate to severe TBI. Keywords: Nursing Protocol Evidence-based Moderate to Severe Traumatic Brain Injury
2560 - ผลการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยวิธีจิ๊กซอว์เรื่องกระบวนการพยาบาลอนามัยชุมชนต่อทักษะในศตวรรษที่ 21 และสมรรถนะการพยาบาลอนามัยชุมชนของนักเรียนพยาบาล
บทคัดย่อ : ผลการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยวิธีจิ๊กซอว์เรื่องกระบวนการพยาบาลอนามัยชุมชนต่อทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 และสมรรถนะการพยาบาลอนามัยชุมชนของนักเรียนพยาบาล The Effect of Cooperative Learning Using Jigsaw on Community Health Nursing Process Toward 21st Century Learning Skills and Community Health Nursing Competency of Nursing Students พ.ต.หญิง องค์อร ประจันเขตต์* พ.อ.หญิง อภิญญา อินทรรัตน์ พ.อ.หญิง อายุพร ประสิทธิเวชชากูร พ.ต.หญิง พรนภา คำพราว พ.อ.หญิง หทัยรัตน์ ขาวเอี่ยม Maj.Ong-on Prajankett* Col.Apinya Indhraratana Col.Ayuporn Prasittivejchakul Maj.Pornnapa Kamprow Col.Hatairat Khaoaiem ภาควิชาการพยาบาลอนามัยชุมชน กองการศึกษา วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก กรุงเทพฯ 10400 บทคัดย่อ การวิจัยในชั้นเรียนเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ เปรียบเทียบทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 และสมรรถนะการพยาบาลอนามัยชุมชนของนักเรียนพยาบาลก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยวิธีจิ๊กซอว์ กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนพยาบาล วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก ชั้นปีที่ 3 จำนวน 82 คน ในปีการศึกษา 2560 คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 และแบบสอบถามสมรรถนะการพยาบาลอนามัยชุมชนของนักเรียนพยาบาล วิเคราะห์ข้อมูลวิจัยด้วยสถิติ Paired t-test ผลการวิจัยพบว่า ทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 และสมรรถนะการพยาบาลอนามัยชุมชนของนักเรียนพยาบาล หลังการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยวิธีจิ๊กซอว์สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05 คำสำคัญ การเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยวิธีจิ๊กซอว์ ทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 สมรรถนะการพยาบาลอนามัยชุมชน Abstract The purposes of this classroom action research were to compare 21st century learning skills and community health nursing competency of nursing students before and after being provided the jigsaw cooperative learning. The subjects of this study were 82 of 3rd year nursing students of the Royal Thai Army Nursing College of 2017 academic year obtained from purposive sampling. Research instruments were lesson plan of jigsaw cooperative learning 71 items of the 21st century learning skills and 32 items of the community health nursing competency of nursing students questionnaires. The one-group pretest-posttest design was used for this study. The data were statistically analyzed by using Paired t-test. The results of this study revealed that the 21st century learning skills and the community health nursing competency of nursing students after being provided the jigsaw cooperative learning was statistically higher than before being provided at.05 level of significance. Keywords: jigsaw cooperative learning 21st century learning skills community health nursing competency
2560 - การพัฒนาองค์ประกอบความผูกพันต่อสถาบันการศึกษาของนักเรียนพยาบาลกองทัพบก วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก
บทคัดย่อ : Abstract การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยแบบอธิบาย มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาองค์ประกอบของความผูกพันต่อวิทยาลัยพยาบาลกองทัพบกของนักเรียนพยาบาลกองทัพบก และเพื่อศึกษาความผูกพันต่อวิทยาลัยพยาบาลกองทัพบกของนักเรียนพยาบาลกองทัพบกกลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนพยาบาล วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก ในปีการศึกษา 2560 จำนวน 349 คน คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจงเก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามจำนวน 1 ฉบับ แบ่งเป็น 3 ตอน ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามความผูกพันต่อสถาบันการศึกษา และแบบสอบถามปลายเปิดเกี่ยวกับความคิดเห็นที่มีต่อสถาบันการศึกษาผลการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจพบว่า ความผูกพันต่อสถาบันการศึกษาของนักเรียนพยาบาลกองทัพบก วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก มี 8 องค์ประกอบ จำนวน 35 ข้อ ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับโดยการวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์อัลฟ่าของครอนบาคส์ 0.899 มีค่าไอเกนอยู่ระหว่าง 1.026 ถึง 10.792 และสามารถอธิบายความแปรปรวนร่วม ได้ร้อยละ 64.480 ระดับความผูกพันต่อวิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก อยู่ในเกณฑ์ปานกลาง x 3.95 S.D. 0.83 โดยองค์ประกอบด้านข้อผูกมัดกับสถาบันการศึกษา มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด x 4.63 S.D. 0.60 และองค์ประกอบด้านการไม่ถูกบังคับ มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด x 3.07 S.D. 1.13 การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ พบว่า ปัจจัยสำคัญที่ส่งเสริมความผูกพันต่อวิทยาลัยพยาบาลกองทัพบกคือ การที่สถาบันได้หล่อหลอมให้นักเรียนมีความเมตตากรุณา เอื้ออาทรต่อเพื่อนมนุษย์ และเป็นผู้ที่มีความจงรักภักดีต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ คำาสำาคัญ: การวิเคราะห์องค์ประกอบ ความผูกพันต่อสถาบันการศึกษา นักเรียนพยาบาล วิทยาลัยพยาบาล กองทัพบก Development of School Bonding Factors among The Army Nursing Students The Royal Thai Army Nursing College This explanatory research aimed to 1 develop the factors of school bonding among the army nursing students the Royal Thai Army Nursing College and 2 to study the level of school bonding. The sample comprised of 349 army nursing students in the fiscal year of 2017 through purposive sampling. Data were collected by using a questionnaire. The Questionnaire composed of three parts including personal information the school bonding questionnaire and open-ended questions related to the opinions on the institution. The result of exploratory factor analysis revealed that factors and indicators of the school bonding among the army nursing students consist of 8 factors and 35 items. The overall reliability by Cronbach’s coefficient alpha was 0.899. It was found that range of the Eigen values fall between 1.026 and 10.792 and the percent of covariance could be explained at 64.480. The level of school bonding among the army nursing students was moderate x 3.95 S.D. 0.83 . The school commitment factor had the highest average score x 4.63 S.D. 0.60 while the non-restriction/non-confinement had the lowest average score x 3.07 S.D. 1.13 . The qualitative data analysis showed that other important factors which promote the school bonding were cultivating the army nursing students to be compassionate generous army nursing personnel and loyal to the nation religion and monarchy. Keywords: factor analysis school bonding nursing students the Royal Thai Army Nursing College
2560 - การพัฒนารูปแบบพยาบาลพี่เลี้ยงโรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า
บทคัดย่อ :
2560 - ผลของโปรแกรมการเสริมสร้างแรงจูงใจอย่างต่อเนื่องทางโทรศัพท์ต่อพฤติกรรมดื่มสุราของผู้ติดสุรา
บทคัดย่อ :
2560 - ผลของการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อป้องกันท่อช่วยช่วยหายใจเลือ่นหลุด โดยไม่ได้วางแผนต่ออัตราการเลื่อนหลุดของท่อช่วยหายใจในหอผู้ป่วยอายุรกรรม โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า
บทคัดย่อ : บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงพรรณา เพื่อศึกษาอัตราการเกิดท่อช่วยหายใจเลื่อนหลุดโดยไม่ได้วางแผนภายหลังการ ใช้PMK Unplanned Extubation Prevention Program โดยแนวปฏิบัตินี้ประกอบด้วย 2 หมวด ได้แก่ 1 การประเมินความ เสี่ยงการเลื่อนหลุดของท่อช่วยหายใจ และ 2 การพยาบาลเพื่อป้องกัน UE ประกอบด้วย 1 การให้ข้อมูล 2 การสื่อสาร 3 การ ยึดตรึงท่อช่วยหายใจและ 4 การผูกยึดร่างกาย คณะผู้วิจัยจัดทำโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการแก่พยาบาลวิชาชีพ และนำแนว ปฏิบัติไปใช้กับกลุ่มตัวอย่างจำนวน 205 คน ตั้งแต่1 มีนาคม ถึง 30 กันยายน 2558 จากการศึกษาพบว่า การประเมินความเสี่ยงการเลื่อนหลุดของท่อช่วยหายใจปฏิบัติได้ร้อยละ 98.5 การให้ข้อมูลปฏิบัติ ได้ร้อยละ 96.3 การสื่อสารปฏิบัติได้ร้อยละ 88.7 การยึดตรึงท่อช่วยหายใจปฏิบัติได้ร้อยละ 89.2 และการผูกยึดปฎิบัติได้ร้อยละ 66.6 เกิด UE จำนวน 8 ราย คิดเป็น 1.43 ครั้งต่อ 1 000 วันใส่เครื่องช่วยหายใจ ดังนั้นการนำ PMK Unplanned Extubation PreventionProgramมาใช้ในการดูแล บุคลากรทางพยาบาลต้องมีความตระหนักและเคร่งครัดในการป้องกัน จึงจะทำให้การดูแล ผู้ป่วยใส่ท่อช่วยหายใจได้มาตรฐานและเกิดผลลัพธ์ที่ดี คำสำคัญ : แนวปฏิบัติการพยาบาล การเลื่อนหลุดของท่อช่วยหายใจโดยไม่ได้วางแผน Abstract This research is a descriptive study which aimed to study the Unplanned extubation UE rate after the program implementation. The set goal of UE rate was not more than 3 times per 1 000 intubation days. This program consisted of 1 risk assessment for UE 2 Nursing practice guideline for UE prevention which included giving information for patients and their family effective communication effective intubating tube fixation and appropriate restraint. The research instruments were 1 recording form for patients’ general and illness information 2 nursing practice recording form for UE prevention and 3 recording form of UE incidents. The instruments were validated by 3 experts and the reliability tested by inter-rater reliability approach was 0.87. At the beginning of the program a workshop focusing on clinical nursing guideline for UE prevention was initiated for 205 nurses in Medical ICUs and medical wards. Then the program was implemented between 1st/March/- 30th /September 2015. The results show that 98.5% of intubated patients were assessed for UE risks correctly and 96.3% of the patients and family weregiveninformation. Further Effectivecommunicationand effectiveintubating tube fixation were practiced by nurses at 88.7 and 89.2 respectively. Whereas appropriate restraint could be performed only 66.6%. There were 8 cases in total reported for UE during the study period accounting for 1.43 times per 1000 intubation days. In conclusion the UE prevention program was effective in reducing UE rate among intubated patients. Positive attitude toward the incident prevention strict nursing practice as the guideline and effective communication between healthcare team patients and their family are the keys to maximize the patient outcome. Keywords : Clinical Practice Nursing Guideline Unplanned Extubation
2560 - การตัดสินใจเชิงจริยธรรมในการปฏิบัติการพยาบาลกับความเสี่ยงของพยาบาลไทยตามการรับรู้ของผู้บริหารทางการพยาบาล เพ็ญจันทร์ แสนประสาน และ สายสมร เฉลยกิตติ
บทคัดย่อ : วัตถุประสงค์การวิจัยเพื่อศึกษาประเด็นจริยธรรมที่เกี่ยวกับความเสี่ยงและการตัดสินใจเชิงจริยธรรมที่เกี่ยวกับความเสี่ยงในการปฏิบัติการพยาบาลของพยาบาลตามการรับรู้ของผู้บริหารทางการพยาบาลการออกแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงตามคุณสมบัติที่กำหนด ผู้บริหารทางการพยาบาลที่เต็มใจเข้าร่วมการศึกษานี้จำนวน 36 รายเก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสนทนากลุ่มพร้อมศึกษารายงานการบันทึกกรณีศึกษา วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้วิธีการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหาผลการวิจัยพบว่า ผลจริยธรรมวิชาชีพที่เกี่ยวกับความเสี่ยงที่พยาบาลส่วนใหญ่ปฏิบัติขณะทำงานในบทบาทหน้าที่พยาบาลตามมุมมองของผู้บริหารทางการพยาบาลมีจำนวน 7 ประเด็นความสำคัญตามลำดับคือประเด็นจริยธรรมที่มีความเสี่ยงด้านต่างๆดังนี้ 1 การให้ข้อมูลการสื่อสาร 2 การประเมินอาการไม่ถูกต้อง และไม่ทันเวลา 3 การบริหารยาไม่ถูกต้อง 4 การบริการไม่ถูกใจล่าช้า และพฤติกรรมบริการไม่เหมาะสม 5 การส่งต่อล่าช้า 6 การผูกมัด 7 การพลัดตก และพฤติกรรมจริยธรรมที่นำใช้ในการปฏิบัติในการพยาบาลที่ใช้ได้แก่ 1 การบอกความจริง 2 การป้องกันอันตราย 3 พิทักษ์สิทธิผู้ป่วย 4 ความซื่อสัตย์ 5 ความอาทรต่อผู้ป่วย 6 การเป็นอิสระในการตัดสินใจ 7 การเสียสละ 8 การมีพฤติกรรมการบริการและมีใจให้บริการที่ดี 9 การดูแลผู้ป่วยอย่างเท่าเทียมและไม่เลือกปฏิบัติ 10 ความรับผิดชอบและ 11 การรักษาความลับจากข้อมูลที่ได้จากการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าพยาบาลไทยมีความสามารถในการตัดสินใจเชิงจริยธรรมวิชาชีพที่มีความเสี่ยงในการปฏิบัติงานและมีการปฏิบัติอย่างต่อเนื่องข้อเสนอแนะ: ผู้บริหารทางการพยาบาลสามารถใช้ข้อมูลจากการศึกษานี้ไปใช้ในการวางแผนการพัฒนาและส่งเสริมให้พยาบาลในการสร้างความเข้าใจในการจัดการเชิงจริยธรรมที่มีความเสี่ยงสูงเพื่อลดปัญหาการปฏิบัติการพยาบาลและส่งเสริมให้พยาบาลเข้าใจกระบวนการตัดสินใจที่เหมาะสมต่อไป Ethical Judgment in Risks of Nursing Practice among Thai Nurses as Perceived by Nursing Administrators To study risks of nursing ethical issues and judgment as perceived by nursing administrators. The research design was a qualitative study and the purposive sampling was used to select the samples as the specified criteria. There were 36 nursing administrators participating in this study. The data were collected by group interviews and case study records. The qualitative data were analyzed by content analysis. The results showed that there were 7 ethical issues related to risks in nursing practice as perceived by nursing administrators: 1 Providing information and communication 2 incorrect assessment and delayed problem detection 3 medication errors 4 dissatisfaction or delay of services and inappropriate service behaviors 5 delayed patient referral 6 decision making autonomy and 7 restraint. The ethical actions/behaviors used in nursing practice included: 1 telling the truth 2 preventing harm 3 protecting patients’ rights 4 honesty 5 caring behaviors or generosity 6 autonomy 7 sacrifice 8 satisfactory service behaviors and service mind 9 justice 10 responsibility and 11 confidentiality. According to the research findings it indicated that Thai nurses are competent in ethical judgment in nursing practice related risks and they have continuously worked on these ethical issues. The results of this study can be used as a guideline for developmental plan and promote nurses to gain insights in managing ethical risks in nursing profession in order to reduce problems in nursing practice and reinforce proper ethical judgment.
2560 - ประสิทธิผลของโปรแกรมส่งเสริมพฤติกรรมการออกกำลังกายในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ธีรพล ผังดี ณัฐกฤตา ศิริโสภณ ประเสริฐศักดิ์ กายนาคา อลิสา นิติธรรม สายสมร เฉลยกิตติ
บทคัดย่อ : บทคัดย่อ การวิจัยกึ่งทดลองครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมการส่งเสริมพฤติกรรมการออกกำลังกายใน ผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 โดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีสมรรถนะแห่งตน กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาเป็นผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 อายุ 30-59 ปีที่มารับบริการโรงพยาบาลปทุมธานีจังหวัดปทุมธานีโดยใช้วิธีการสุ่มอย่างง่าย จำนวน 60 คน จับฉลากแบ่งเป็นกลุ่ม ทดลอง และกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 30 คน โดยกลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการส่งเสริมพฤติกรรมการออกกำลังกาย ประกอบด้วย กิจกรรมส่งเสริมการรับรู้สมรรถนะ แห่งตน และความคาดหวังผลดีในการออกกำลังกาย จากการวางแผนการออกกำลังกาย ฝึกบันทึกติดตามพฤติกรรม และปฏิบัติให้สำเร็จด้วยตนเอง รวมถึงการได้เห็นตัวแบบ การเรียนรู้จากรูปแบบการออกกำลังกายที่ เหมาะสมกับโรคการชักจูงใจด้วยคำพูดการกระตุ้นทางด้านร่างกายและอารมณ์ให้มีความมั่นใจในการปฏิบัติส่วนกลุ่มควบคุมได้ รับกิจกรรมตามที่โรงพยาบาลกำหนด เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามก่อนและหลังการทดลอง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ เชิงพรรณนา การทดสอบด้วย Chi-square Test Fisher’s exact test paired t-test และ independent t-test. ผลการวิจัยพบว่าโปรแกรมการส่งเสริมพฤติกรรมการออกกำลังกายมีประสิทธิผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงคะแนนเฉลี่ย พฤติกรรมการออกกำลังกายในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่2เพิ่มขึ้นกว่าก่อนการทดลองและสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติที่ระดับ .05 คำสำคัญ : ประสิทธิผล โปรแกรมการส่งเสริมพฤติกรรมการออกกำลังกาย ผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 Abstract This quasi-experimental research aimed to study the effectiveness of exercise behaviors promotion program of diabetes mellitus type 2. Self-Efficacy Theory was used as a conceptual framework in this study. The study groups were 60 persons with diabetes mellitus type 2 which ages 30-59 years and received medical careatPathum Thanihospital Pathum ThaniProvince.Participants weresimplerandom sampling toeither the experimental group n 30 or the control group n 30 . The experimental group received the Exercise behaviors promotion programsuchas self-efficacy promotionand good outcomeexpectationinexerciseinclude the exercise plan practice track record behavior enactive mastery experiences vicarious experience learning the suitable exercise pattern for the disease verbal persuasion and stimulate the physiological and affective states.Thecontrol group received activity as defined by thehospital. Questionnaire wasused as aninstrument in this study. Data was collected at before and after implementing the program. Data analyzed by using Descriptive statistics Chi-square Test Fisher’s exact test paired t-test and independent t-test. The study results showed that after participating in the exercise behaviors promotion program the experimental group had higher mean scores in exercise behavior than before participating in the program and thoseinthecontrol group at .05significant level. Itconcludes that theexercise behaviors promotion program developed by theresearcher caneffectively promoteexercise behavior among patients with diabetes mellitus type 2. Keyword : Effectiveness Exercise Behaviors Promotion Program Diabetes Mellitus Type 2 Patients
2560 - รูปแบบการบริหารที่ส่งผลต่อความสำเร็จของสถาบันการศึกษาพยาบาล รุ่งนภา กุลภักดี ชาญชัย บัญชาศักดา
บทคัดย่อ : บทคัดย่อ การวิจัยเชิงพรรณนานี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณและคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1 วิเคราะห์หาความสัมพันธ์เชิงสาเหตุ ที่เกี่ยวข้องระหว่างคุณลักษณะผู้นำและการบริหารจัดการสถาบันที่ส่งผลต่อความสำเร็จของสถาบันการศึกษาพยาบาล และ 2 กำหนดรูปแบบการบริหารจัดการที่ส่งผลต่อความสำเร็จของสถาบันการศึกษาพยาบาล กลุ่มตัวอย่างคณบดี/ผู้อำนวยการและ อาจารย์พยาบาลปฏิบัติหน้าที่บริหารงานของสถาบันการศึกษาพยาบาลในการวิจัยเชิงปริมาณ จำนวน 365 คน และการวิจัย เชิงคุณภาพ จำนวน 15 คน เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ ใช้สถิติเชิงพรรณนาได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย เลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบสมมติฐาน ได้แก่ สถิติวิเคราะห์เส้นทางอิทธิพล path analysis สถิติการ วิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง structural equation modeling : SEM และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา content analysis ผลการวิจัยพบว่า คุณลักษณะผู้นำของผู้บริหารมีอิทธิพลทางตรงกับการบริหารจัดการ DE 1.18 และคุณลักษณะ ผู้นำของผู้บริหารมีอิทธิพลทางตรงและทางอ้อมกับความสำเร็จของสถาบันการศึกษาพยาบาล DE -.52 IE 1.67 ส่วนการ บริหารจัดการมีอิทธิพลทางตรงกับความสำเร็จของสถาบันการศึกษาพยาบาล DE 1.42 และโมเดลสมการโครงสร้างความสัมพันธ์ เชิงสาเหตุที่เกี่ยวข้องระหว่างคุณลักษณะผู้นำของผู้บริหารและการบริหารจัดการที่ส่งผลต่อความสำเร็จของสถาบันการศึกษา พยาบาลที่พัฒนาขึ้นมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ 2 5.909 df 6 P .433 CMIN/df .985 GFI .996 AGFI .976 RMSEA .000 ซึ่งสามารถอธิบายผลสำเร็จของสถาบันการศึกษาพยาบาลได้ร้อยละ 54.10 ผลการวิจัยเชิงคุณภาพ สอดคล้องกับเชิงปริมาณในทุกมิติ และเสนอแนะให้พัฒนาคุณลักษณะผู้นำของผู้บริหารที่เอื้อต่อความสำเร็จของสถาบันการศึกษา พยาบาล รวมทั้งการรวมกลุ่มกันเป็นเครือข่ายเพื่อพัฒนาศักยภาพและกำหนดทิศทางการพัฒนาร่วมกันในการเสริมสร้างความ แข็งแกร่งและความได้เปรียบในการแข่งขันให้กับสถาบันการศึกษาพยาบาล คำสำคัญ : ความสำเร็จของสถาบัน การบริหารจัดการ คุณลักษณะผู้นำ สถาบันการศึกษาพยาบาล Abstract This descriptive research is quantitative and qualitative research aimed to 1 analyze the causal relationship between leadership qualifications and management that affect the success in the institute of nursing education and 2 create a model of management that affect the success in the institute of nursing education. The samples of the deans/directors and nursing Instructors perform administrative duties in the institute of nursing education were 365 in quantitative research and 15 in qualitative research. The research instruments were questionnaires and interviews. The descriptive statistics used in the research were frequency percentage arithmetic mean and standard deviation. The statistics of hypothesis tests were path analysis structural equation modeling SEM and content analysis. The finding found that the leadership qualifications had direct effect on management. DE 1.18 and the leadership qualifications had direct and indirect effect on the success in the institute of nursing education DE -.52 IE 1.67 . The management had direct effect on the success in the institute of nursing education DE1.42 and the developed structural equation model had congruence with the empirical data 2 5.909 df 6 P .433 CMIN/df .985 GFI .996 AGFI .976 RMSEA .000 was able to explain 54.10 percent of the success in the institute of nursing education. The qualitative results were consistent with all quantitative dimensions and suggested to develop leadership qualifications of the executives contributing to the success in the institute of nursing education. As well as being a network to develop the potential and determine the direction for joint development in strengthening the strength and competitive advantage of nursing education institutions. Keywords : success in the institute management leadership qualification institute of nursing educatio
2560 - Development od dyspnea management behavior scale for Thai chronic obstructive pulmonary disease patient
บทคัดย่อ :
2560 - การพัฒนาและประเมินผลการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลที่สร้างจากหลักฐานเชิงประจักษ์สำหรับผู้ป่วยสมองบาดเจ็บระดับปานกลางถึงรุนแรง
บทคัดย่อ : การพัฒนาและประเมินผลการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลที่สร้างจากหลักฐานเชิงประจักษ์สำหรับผู้ป่วยสมองบาดเจ็บระดับปานกลางถึงรุนแรง Developmentand Evaluation of Evidence-based Nursing Protocol for Patients with Moderate to Severe Traumatic Brain Injury แอน ไทยอุดม*นที ลุ่มนอก อุษณีย์ อังคะนาวิน Ann Thaiudom* Natee Lumnok Usanee Ankanawin The Royal Thai Army Nursing College Bangkok Thailand Trauma and Emergency Nursing Department Phramongkutklao Hospital Thailand บทคัดย่อ การวิจัยนี้เป็นวิจัยเชิงปฏิบัติการเชิงพรรณนามีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลที่สร้างจากหลักฐานเชิงประจักษ์ในการดูแลผู้ป่วยสมองบาดเจ็บระดับปานกลางถึงรุนแรงโดยประยุกต์ใช้รูปแบบของConduct and Utilization of Research in Nursing CURN Model มาเป็นกรอบแนวคิดและประเมินผลการใช้แนวปฏิบัติที่สร้างขึ้น โดยทำการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง Purposive sampling กลุ่มตัวอย่างจำนวน 31 คน เป็นพยาบาลที่ปฏิบัติงานในหอผู้ป่วยที่เกี่ยวข้องกับการดูแลผู้ป่วยสมองบาดเจ็บในโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า จำนวน 3 หอผู้ป่วย ได้แก่ หอผู้ป่วยไอซียูราชการสนาม หอผู้ป่วยอุบัติเหตุชาย และหอผู้ป่วยอุบัติเหตุหญิง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แนวปฏิบัติการพยาบาลสำหรับผู้ป่วยสมองบาดเจ็บระดับปานกลางถึงรุนแรงที่สร้างเป็นรูปแบบแนวทางปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วยประจำวัน Daily nursing checklist คู่มือการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลสำหรับผู้ป่วยสมองบาดเจ็บระดับปานกลางถึงรุนแรงแบบสอบถามข้อมูลทั่วไปของพยาบาลที่เข้าร่วมการวิจัยและแบบประเมินความคิดเห็นต่อการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลที่สร้างจากหลักฐานเชิงประจักษ์สำหรับผู้ป่วยสมองบาดเจ็บระดับปานกลางถึงรุนแรง ซึ่งพัฒนาโดยผู้วิจัย เป็นแบบประมาณค่า 5 ระดับ Likert scale มีจำนวนทั้งหมด 25 ข้อซึ่งมีค่าความเที่ยง Cronbach alpha coefficient เท่ากับ .89ผลการวิจัยพบว่า CURN model เป็นกรอบแนวคิดในการพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลที่มีประโยชน์และประสิทธิภาพในการเชื่อมโยงหลักฐานการวิจัยลงสู่การปฏิบัติการพยาบาล พยาบาลมีความคิดเห็นโดยรวมต่อการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลในระดับดีและเห็นว่าแนวปฏิบัติการพยาบาลนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพการพยาบาลและผลลัพธ์ในการดูแลผู้ป่วยสมองบาดเจ็บระดับปานกลางถึงรุนแรงที่ดียิ่งขึ้นต่อไป คำสำคัญ: แนวปฏิบัติการพยาบาล หลักฐานเชิงประจักษ์ สมองบาดเจ็บระดับปานกลางถึงรุนแรง Abstract This action research with descriptive design aimed to develop and evaluate the evidence-based nursing protocol for patients with moderate to severe traumatic brain injury TBI using CURN Model. The purposive sampling was used to recruit the sample which was 31 nurses working in three in-patient units associated with the targeted patients in Phramongkutklao Hospital Trauma ICU Men Trauma Ward and WomenTrauma Ward . The research instruments included the newly developed Evidence-based Nursing Protocol for Patients with Moderate to Severe TBI with the manual and the data collecting questionnaires consisting of 2 parts: demographic data and the 5-level Likert scale evaluation questionnaire 25 items on the users’ opinions toward the nursing protocol The Cronbach alpha coefficient .89 . The results demonstrated that CURN Model is practical and effective to bridge research and nursing practice facilitating the development of the evidence-based nursing protocol for the patients. The users rated overall satisfaction of the nursing protocol in desirable level and agreed that application of the nursing protocol would result in greater quality of nursing care and favorable patient outcomesfor individuals with moderate to severe TBI. Keywords: Nursing Protocol Evidence-based Moderate to Severe Traumatic Brain Injury
2560 - การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนตามแนวคิดการศึกษา เพื่อเสริมสร้างลักษณะนิสัยและแนวคิดการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ เพื่อส่งเสริมสมรรถนะทางวัฒนธรรมในการพยาบาล ของนักศึกษาพยาบาล
บทคัดย่อ : บทคัดย่อ การวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมสมรรถนะทางวัฒนธรรม ในการพยาบาล และศึกษาผลการใช้รูปแบบการเรียนการสอนที่พัฒนาขึ้น ขั้นตอนการวิจัยมี2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การพัฒนา รูปแบบการเรียนการสอนตามแนวคิดการศึกษาเพื่อเสริมสร้างลักษณะนิสัยและแนวคิดการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ เพื่อส่งเสริม สมรรถนะทางวัฒนธรรมในการพยาบาลของนักศึกษาพยาบาลและระยะที่2การศึกษาผลการใช้รูปแบบการเรียนการสอนที่พัฒนา ขึ้น โดยนำรูปแบบการเรียนการสอนไปทดลองใช้กับนักศึกษาพยาบาล หลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต ชั้นปีที่ 3 จำนวน 21 คน ในรายวิชาปฏิบัติการพยาบาลเด็กและวัยรุ่น ภาคการศึกษาที่ 1 ปีการศึกษา 2559 เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบประเมินสมรรถนะทางวัฒนธรรมในการพยาบาล แบบบันทึกการศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมของผู้รับบริการ และบันทึกการเรียนรู้สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการทดสอบค่าทีผลการ วิจัยที่สำคัญสรุปได้ดังนี้ 1. รูปแบบการเรียนการสอนที่พัฒนาขึ้น ประกอบด้วย4ขั้นตอน ได้แก่ขั้นปฏิบัติการพยาบาลบนพื้นฐานทางจริยธรรม ขั้นสะท้อนคิดและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ขั้นสร้างแนวทางการปฏิบัติและคุณลักษณะที่ดีและขั้นปฏิบัติการพยาบาลตามแนวทางปฏิบัติ และคุณลักษณะที่ดี 2. ผลของการใช้รูปแบบการเรียนการสอนที่พัฒนาขึ้นพบว่า ภายหลังการทดลอง นักศึกษาพยาบาลมีค่าเฉลี่ยของคะแนน สมรรถนะทางวัฒนธรรมในการพยาบาลทั้งโดยรวมและรายด้าน ซึ่งประกอบด้วยด้านความตระหนักทางวัฒนธรรม ด้านความสามารถ ในการศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรม และด้านทักษะการดูแลผู้รับบริการที่มีความแตกต่างทางวัฒนธรรม สูงกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และนักศึกษาพยาบาลตระหนักและให้ความสำคัญกับวัฒนธรรม รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับ วัฒนธรรมได้อย่างครอบคลุม วางแผนการพยาบาลสอดคล้องกับวัฒนธรรมของผู้รับบริการ และปฏิบัติการพยาบาลด้วยความเห็น อกเห็นใจ ให้เกียรติและเคารพในความเป็นบุคคลของผู้รับบริการ ำสำคัญ : สมรรถนะทางวัฒนธรรม นักศึกษาพยาบาล รูปแบบการเรียนการสอน การศึกษาเพื่อเสริมสร้างลักษณะนิสัย การเรียนรู้ ผ่านประสบการณ์ Abstract This research and development study aimed to develop an instructional model for enhancing cultural competences in nursing of nursing students and evaluate the achievement of the model which consisted of 2 phases. The first phase was the development of an instructional model by using character educationand experiential learning approaches.Thesecond phase was theuseof theinstructional model and theevaluationof achievement.Theinstructional model wasused toteach21third year students inBachelor’s Degree of Nursing Program. In this case the students were studying in the Pediatric practicum course in the first semester of academic year 2016. The employed research instruments were cultural competency assessment form alearning log and a study of patient’s culture form. Data were analyzed using percentage mean standard deviation and T-test. The results of study were 1. The instructional model for enhancing cultural competences in nursing of nursing students was composed of four steps as follows: learning by clinical practicing based on ethics reflecting and sharing formulating good practice and good characters and practicing based on good practice and characters. 2. The result from using of the instructional model showed that after the experiment the students had the higher of cultural competence scores in cultural awareness ability to gain knowledge about culture and cultural care skills at the statistically significant level of .05. Students are conscious and valued culture gathered cultural data completely planed congruent care for the patients and practiced withempathy honor and respect
2560 - ภาวะผู้นำที่พึงประสงค์ของพยาบาลผู้ดูแลในแหล่งฝึกปฏิบัติตามการรับรู้ของนักศึกษาพยาบาลในมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่ง
บทคัดย่อ :
2559 - ถอดบทเรียนการปฏิบัติงานของชุดแพทย์ทหารเผชิญเหตุ M-MERT ในการช่วยเหลือและรักษาพยาบาลผู้ประสบภัยพิบัติแผ่นดินไหว ประเทศเนปาล Lessons Learned of Military Medical Emergency Response Team M-MERT in assisting and caring the Earthquake victims in Nepal.
บทคัดย่อ : งานวิจัยฉบับนี้เป็นการถอดบทเรียนการปฏิบัติงานของชุดแพทย์ทหารเผชิญเหตุ M-MERT โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสบการณ์ ปัญหาและข้อเสนอแนะจากการปฏิบัติงานของชุด M-MERT ในการช่วยเหลือและรักษาพยาบาลผู้ประสบภัยพิบัติแผ่นดินไหว ประเทศเนปาล ระหว่างวันที่ 28 เมษายน–12 พฤษภาคม 2558 เก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์แบบเจาะลึก และการสนทนากลุ่มบุคลากรของชุด M-MERT โรงพยาบาลค่ายสุรสีห์ กรมแพทย์ทหารบก จำนวน 14 คน ผลการวิจัยพบว่า ด้านประสบการณ์และความประทับใจของชุด M-MERT ในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติแผ่นดินไหว ประเทศเนปาล ได้แก่ 1 ทำงานเชิงรุก เน้นความยืดหยุ่น คล่องตัว และปรับตัวตามสถานการณ์ 2 ให้การพยาบาลด้วยหัวใจ สร้างกำลังใจและรอยยิ้มให้แก่ผู้ประสบภัย และ 3 สร้างความภาคภูมิใจให้แก่ตนเอง หน่วยงาน และความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ ด้านปัญหาที่พบในการปฏิบัติงาน ได้แก่ 1 พื้นที่ทุรกันดาร การเดินทางไม่ปลอดภัย ผู้ประสบภัยได้รับการช่วยเหลือไม่ทั่วถึง 2 การติดต่อสื่อสารมีปัญหา ยาและเวชภัณฑ์ไม่เพียงพอ เครื่องมืออุปกรณ์ไม่สะดวกต่อการใช้งาน 3 การมอบหมายภารกิจไม่ชัดเจน เข้าถึงพื้นที่ล่าช้า ขาดการหมุนเวียนกำลังพล ด้านแนวทางการพัฒนาชุด M-MERT ของกรมแพทย์ทหารบกให้มีประสิทธิภาพได้แก่ 1 การพัฒนาบุคลากรให้มีความพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ ผ่านการฝึกซ้อมและฝึกอบรมด้านภัยพิบัติ 2 จัดทำแผนงานด้านภัยพิบัติที่ต่อเนื่อง ชัดเจน เป็นระบบ กำหนดโรงพยาบาลที่มีความพร้อมและสมัครใจในการจัดตั้งชุด M-MERT วางแผนอัตรากำลังพลทดแทนและหมุนเวียน พัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์และจัดทำคู่มือปฏิบัติงาน 3 จัดระบบ โลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ บริหารจัดการสิ่งของบริจาค คลังยา เวชภัณฑ์และสิ่งอุปกรณ์สายแพทย์ รวมทั้งการร้องขอความช่วยเหลือด้านขนส่งและการเคลื่อนย้ายกำลังพลและผู้ป่วยเจ็บ วางแผนการจัดส่งและถอนกำลังเมื่อได้รับการร้องขอ 4 จัดสรรงบประมาณสำหรับดำเนินงาน การฝึกซ้อมและฝึกอบรม การจัดสิ่งอุปกรณ์สายแพทย์ด้านภัยพิบัติ และการดูแลสวัสดิการกำลังพล 5 จัดทำฐานข้อมูลการขึ้นทะเบียนบุคลากรและผู้เชี่ยวชาญของชุด M-MERT 6 ช่องทางการสื่อสารที่หลากหลาย เครื่องมือสื่อสารมีความทันสมัย สะดวกต่อการใช้งานในภาวะภัยพิบัติ กำหนดผู้รับผิดชอบในการให้ข้อมูลแก่สื่อมวลชน จัดระบบข้อมูลและการข่าวที่ถูกต้อง รวดเร็วและครบถ้วน รวมทั้งพัฒนาศักยภาพทักษะด้านภาษาให้แก่บุคลากร 7 พัฒนาศักยภาพด้านการพยาบาลทางยุทธวิธี ให้การพยาบาลโดยคำนึงถึงความแตกต่างทางด้านเพศ วัฒนธรรม ความเชื่อและภาษา คำสำคัญ: ชุดแพทย์ทหารเผชิญเหตุ ภาวะภัยพิบัติ แผ่นดินไหว Abstract This research was Lesson learned of M-MERT in assisting the Earthquake victims in Nepal. The purpose was to study experiences problems and suggestions from M-MERT in rescue of people faced with earthquake in Nepal on April 28 – May 12 2015. This was qualitative study and collecting data by in-depth interview and focus group discussion of 16 persons of M-MERT Data analyses by typological analysis and constant comparison. The results of the study are as follow: 1. Experience and impression of M-MERT including 1 Providing humanized health care encouragement and sharing a smile with the victims. 2 Proactiveness workforce flexibility and situation change adaptation. 3 Build self-esteem of personnel promote the organization s reputation and improve international relations. 2. Problem encountered M-MERT s operations: 1 The operation area was a intermontane plateau dangerous transportation and the health care was insufficient for all victims. 2 Loss of communication system; pharmaceutical and medical supplies were inadequate; medical equipment could not be used in the disaster area. 3 M-MERT s assignment was unclear; a delay into the field occurred and lack of redeployment. 3. Suggestions regarding practice guidelines for developing M-MERT:1 Personnel should be healthy and have good mental health; receive training and exercise. 2 Disaster planning is a continuous systematic plan define a ready and voluntary hospital to set up M-MERT; plan the replacement and rotation and improve medical innovations for disaster issue best practice guidelines for M-MERT. 3 Organize effective logistics system; manage donations drug stores and medical supplies; plan for dispatchment and deployment 4 Budgeting in preparation for medical devices communication tools and safety devices that are suitable for use in disasters. 5 Set up a registration system of professionals. 6 Communication and information management should comprise well-trained teams and individuals plan for alternative methods of communication including the used standard and consistent terminology among agencies. 7 Treatment include a awareness of individual cultures beliefs religions and gender. Key words: Military Medical Emergency Response Team MERT Disaster Earthquake.
2559 - ประสิทธิผลของการบูรณาการการบริการวิชาการกับการจัดการเรียนการสอนรายวิชาปฏิบัติการพยาบาลจิตเวชศาสตร์ ต่อสมรรถนะการปฏิบัติการพยาบาลจิตเวชของนักเรียนพยาบาลกองทัพบก
บทคัดย่อ : บทคัดย่อ ประสิทธิผลของการบูรณาการการบริการวิชาการกับการจัดการเรียนการสอนรายวิชาปฎิบัติการพยาบาลจิตเวชศาสตร์ ต่อสมรรถนะการปฏิบัติการพยาบาลจิตเวช ของนักเรียนพยาบาลกองทัพบก การวิจัยกึ่งทดลอง Quasi-experimental research ชนิดกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลอง One group pretest posttest design กลุ่มตัวอย่างโดยการเลือกแบบเจาะจง Purposive Sampling งานวิจัยนี้มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษาการบูรณาการการบริการวิชาการกับการจัดการเรียนการสอนรายวิชาปฎิบัติการพยาบาลจิตเวชศาสตร์ ต่อสมรรถนะการปฏิบัติการพยาบาลจิตเวช ของนักเรียนพยาบาลกองทัพบก กลุ่มตัวอย่างคัดเลือกแบบเจาะจง เป็นนักเรียนพยาบาลชั้นปีที่ 3 จำนวน 83 คน โดยกลุ่มตัวอย่างเข้าร่วมกิจกรรมการเรียนการสอนในรายวิชาปฎิบัติการพยาบาลจิตเวชศาสตร์ ภาคการศึกษาที่ 2 ปีการศึกษา 2559 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามสมรรถนะการปฏิบัติการพยาบาลจิตเวช ซึ่งมีค่าความเที่ยง สัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค Cronbachalpha coefficient เท่ากับ .97 วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติทดสอบที t-test ทดสอบความแตกต่างของสมรรถนะการปฏิบัติการพยาบาลจิตเวช ก่อนและหลังการเข้าร่วมโปรแกรมการบูรณาการการบริการวิชาการกับการจัดการเรียนการสอนรายวิชาปฎิบัติการพยาบาลจิตเวชศาสตร์ ผลการวิจัยพบว่า สมรรถนะการปฏิบัติการพยาบาลจิตเวช ของนักเรียนพยาบาล ก่อนและหลังการเข้าร่วมโปรแกรมการบูรณาการการบริการวิชาการกับการจัดการเรียนการสอนรายวิชาปฎิบัติการพยาบาลจิตเวชศาสตร์ มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลจากการวิจัยประสิทธิผลของการบูรณาการการบริการวิชาการกับการจัดการเรียนการสอนรายวิชาปฎิบัติการพยาบาลจิตเวชศาสตร์ ต่อสมรรถนะการปฏิบัติการพยาบาลจิตเวช ของนักเรียนพยาบาลกองทัพบก ในครั้งนี้ ก่อให้เกิดประสิทธิผลในการเรียนรู้ของผู้เรียน จึงเป็นการบูรณาการ การจัดการเรียนการสอน การเรียนรู้ที่ควรนำไปประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนรู้ต่อไป คำสำคัญ: การบูรณาการการบริการวิชาการ การจัดการเรียนการสอน สมรรถนะการปฏิบัติการพยาบาลจิตเวช นักเรียนพยาบาล Effectiveness of the integrated academic service and teaching-learning arrangement in psychiatric nursing practicum course to psychiatric nursing practice competency in Army Nursing ABSTRACT Abstract This study aimed to study the instructional integration on integrated academic service and teaching-learning arrangement in psychiatric nursing practicum course to psychiatric nursing practice competency in Army Nursing. Purposive sampling was used to recruit the sample. They were 83 of 3rd year nursing students who participated in psychiatric nursing practicum course. The instruments included psychiatric nursing practice competency in Army Nursing of study questionnaire with Cronbach’s alpha coefficient .97 Descriptive statistic percentage mean and standard deviation was used to analyze the data. The finding revealed that the average scores of psychiatric nursing practice competency were high in nursing students. The results revealed that psychiatric nursing practice competency before and after participated in teaching-learning arrangement in psychiatric nursing practicum course was significantly different at .05 level. Instructional integration on academic service and teaching-learning arrangement in psychiatric nursing practicum course to psychiatric nursing practice competency in Army Nursing should be applied for using in further teaching and learning courses. Keywords: integrated academic service teaching-learning arrangement psychiatric nursing practice competency Army Nursing
2559 - การประเมินหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2555 ของวิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก
บทคัดย่อ : บทคัดย่อ การวิจัยเชิงพรรณนาครั้งนี้ เพื่อประเมินหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ. 2555 ของวิทยาลัย พยาบาลกองทัพบก ตามแบบจำลอง CIPP โดยประเมินหลักสูตร 4 ด้าน ได้แก่ ด้านบริบท ด้านปัจจัยป้อนเข้า ด้านกระบวนการ และด้านผลผลิต กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้บริหารและอาจารย์พยาบาล 51 คน นักเรียนพยาบาลชั้นปีที่ 2 3 และ 4 จำนวน 240 คน บุคลากรฝ่ายสนับสนุน 35 คน และพยาบาลวิชาชีพ 50 คน เครื่องมือที่ใช้คือ แบบสอบถามเกี่ยวกับหลักสูตรทั้ง 4 ด้าน ผ่านการ ตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน ทุกข้อคำถามมีค่า IOC มากกว่า 0.5 วิเคราะห์ข้อมูลโดยคำนวณค่าร้อยละ ค่ามัชฌิมเลขคณิต และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า ปรัชญาของหลักสูตรสอดคล้องกับจุดมุ่งหมายของหลักสูตร จุดมุ่งหมายของหลักสูตรทันกับการเปลี่ยนแปลงและความ ต้องการของสังคม โครงสร้างหลักสูตรมีจำนวนหน่วยกิตระดับมาก การจัดเนื้อหาสาระรายวิชา ความพร้อมของอาจารย์ และความ เพียงพอของปัจจัยสนับสนุนมีความเหมาะสมระดับมาก การจัดการเรียนการสอนมีความเหมาะสมระดับมากถึงมากที่สุด การบริหาร หลักสูตรมีความเหมาะสมระดับมาก ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนพยาบาลชั้นปีที่ 2 3 และ 4 มีค่าเฉลี่ยของคะแนนสะสม ระดับปานกลาง ความคิดเห็นของผู้บริหารและอาจารย์พยาบาล พยาบาลวิชาชีพฯ และนักเรียนพยาบาลเกี่ยวกับคุณลักษณะที่พึง ประสงค์ของผู้เรียนอยู่ในระดับมาก ผลการวิจัยครั้งนี้สามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนาหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต ต่อไป คำสำคัญ : การประเมินหลักสูตร หลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต Abstract The purpose of this descriptive research is to evaluate the Bachelor of Nursing Science Curriculum Revised B.E. 2555 of the Royal Thai Army Nursing College in terms of context input process and product based on the CIPP Model. There are 376 participants in this study including 51 administrators and teaching staffs 240 nursing students 35 teaching support personnel and 50 professional nurses. The tools of the study were the questionnaires for assessment of the Bachelor of Nursing Curriculum in terms of context input process and product. The content validity of the tools was evaluated by 5 experts which IOC > 0.5. Furthermore descriptive statistics comprising of percentage calculation arithmetic mean and standard deviation were used to analyze the data. The research findings were: The philosophy of the curriculum was apparently consistent with the objectives of the curriculum. The objectives of the curriculum were paralleled with the social change and needs. The amount of credits of the curriculum structure was high. The amount of the credits of the teaching-learning arrangement in each subject of the curriculum the teaching staffs’ competencies and the sufficiency of the supporting factors were highly appropriate. The teaching-learning arrangement was evaluated at the highest level. Furthermore the curriculum administration was evaluated at high level. The learning achievement of the second third and fourth year students were evaluated at moderate level. The opinions of the administrators and teaching staffs the professional nurses and the second third and fourth year nursing students themselves toward the nursing students’ personal characteristics were evaluated at high level. The results of this study could be a baseline information to improve and develop nursing curriculum. Keywords : Curriculum Evaluation Bachelor of Nursing Science Curriculum
2559 - การศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความตั้งใจคงอยู่ในวิชาชีพพยาบาลของนักเรียนพยาบาล วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก
บทคัดย่อ : บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณา มีวัตถุประสงค์การวิจัยเพื่อศึกษาระดับความตั้งใจคงอยู่ในวิชาชีพพยาบาลของนักเรียนพยาบาลกองทัพบก และเพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความตั้งใจคงอยู่ในวิชาชีพพยาบาลของนักเรียนพยาบาลกองทัพบก กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนพยาบาลกอองทัพบก จำนวน 323 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือแบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพทั้งความถูกต้องเที่ยงตรงของเนื้อหาและด้านความเชื่อมั่น วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสถิติ T-test F-test Multiple Regression Analysis ผลการวิจัยพบว่า ระดับความตั้งใจคงอยู่ในวิชาชีพพยาบาลของนักเรียนพยาบาลกองทัพบกอยู่ในระดับสูงขึ้นไป ที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 3.89 S.D.0.92 ปัจจัยลักษณะส่วนบุคคล ไม่ส่งผลต่อความตั้งใจคงอยู่ในวิชาชีพพยาบาล ปัจจัยที่ส่งผลต่อความตั้งใจคงอยู่ในวิชาชีพพยาบาลของนักเรียนพยาบาลวิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก มี 2 ปัจจัย คือ ปัจจัยด้านการฝึกอบรมทั่วไปและปัจจัยด้านความพึงพอใจในงาน มีอิทธิพลต่อระดับความตั้งใจคงอยู่ในวิชาชีพพยาบาลโดยมีระดับอิทธิพลร้อยละ 32.90 R Square มีความสัมพันธ์กันทางบวกในระดับปานกลาง R 0.573 เรียงตามลำดับความมีอิทธิพลจากมากที่สุดไปหาน้อยที่สุด คือ ตัวแปรการฝึกอบรมทั่วไป Beta 0.422 และตัวแปรความพึงพอใจในงาน Beta 0.229 ซึ่งก็คือเมื่อส่งเสริมด้านการฝึกอบรมทั่วไปและด้านความพึงพอใจในงานให้มีค่าสูงขึ้น ระดับความตั้งใจคงอยู่ในวิชาชีพพยาบาลของนักเรียนพยาบาลวิทยาลัยพยาบาลกองทัพบกก็จะมีค่าสูงขึ้นตามไปด้วย คำสำคัญ : ความตั้งใจคงอยู่ วิชาชีพพยาบาล นักเรียนพยาบาลกองทัพบก Abstract This research is descriptive research using quantitative research method. The objective of research to study the level of intention to stay in the profession of nursing and to study factors affecting intention to stay in the profession of nursing of the Army Nursing Students. The sample of 323 nursing students of Army Nursing college. The collected data then were analyzed by mean standard deviation T-test F-test and Multiple Regression Analysis. The results found that the level of intention to stay in the profession of nursing in higher 3.89 S.D.0.92 personal factors do not affect intention to stay in the profession. The factors affecting intention to stay in the profession of nursing of the Army Nursing Students are factors in general training and job satisfaction factors. Influencing the intention to stay in the profession of nursing with the influence of 32.90% R Square . They correlated in the same direction in the medium level R 0.573 . The order from most to least influential is general training and job satisfaction factors the value of the influence of 0.422 and 0.229 Beta respectively. Therefore should be promote these factors are higher. Once these factors have resulted in even higher levels of intention to stay in the profession of nursing with a higher as well. Keywords : intention to stay the profession of nursing Army Nursing Students
2559 - คุณภาพของบริการการแพทย์ฉุกเฉิน สำหรับผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันชนิดเอสทียกสูง: การทบทวนวรรณกรม
บทคัดย่อ :
2559 - การศึกษาสถานการณ์/ต้นแบบ และออกแบบแนวทางพัฒนาคุณภาพการแพทย์ฉุกเฉินไทย สำหรับผู้ป่วยโรคหลัก: กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันชนิดเอสทียกสูง หลอดเลือดสมองเฉียบพลัน บาดเจ็บรุนแรง และภาวะเหตุติดเชื้อ
บทคัดย่อ :
2559 - การพัฒนารูปแบบการวัดและประเมินพฤติกรรมเพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลายของไทยในศตวรรษที่ ๒๑
บทคัดย่อ : บทคัดย่อ การวิจัยและพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1 ศึกษาระดับคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษา ตอนปลาย 2 เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียน จำแนกตาม ภูมิภาค เพศ และระดับชั้นเรียน 3 ออกแบบรูปแบบและ 4 ตรวจสอบคุณภาพของรูปแบบ กลุ่มศึกษาที่เลือกแบบเจาะจง คือ ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษา 13 ท่าน และกลุ่มตัวอย่างที่สุ่มเลือกแบบหลายขั้นตอน คือ ครูประจำชั้นจำนวน 18 คน และนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 5 และ 6 จำนวน รวม 704 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย แบบบันทึกข้อมูล แบบสังเกต และแบบประเมิน การวิเคราะห์ ข้อมูลใช้การหาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ความแปรปรวนสามทาง ผลการวิจัยจากการประเมินตนเองของนักเรียน พบว่า 1 ระดับคุณลักษณะด้านความรับผิดชอบ มีค่าสูงที่สุด 2.03 S.D. .44 รองลงมา คือ ด้านใฝ่เรียนรู้ ความซื่อสัตย์ ความมีวินัย และความอดทน 1.93 S.D. .57 1.76 S.D. .38 1.68 S.D. .35 และ 1.25 S.D. .40 ตามลำดับ ผลการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบ สามทางของค่าเฉลี่ยคะแนนคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียนพิจารณาตามภูมิภาค เพศ และระดับชั้นเรียนที่แตกต่างกันพบ ว่าค่าเฉลี่ยคะแนนคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียนแปรปรวนไปตามปฏิสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรอิสระ 3 ตัว คือ ภูมิภาคเพศ และระดับชั้น 2 รูปแบบการวัดและประเมินพฤติกรรมเพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษา ตอนปลายของไทยในศตวรรษที่ 21 มีองค์ประกอบ 3 ด้าน คือ วัตถุประสงค์ หลักการ และกระบวนการจัดกิจกรรมการเรียน การสอนและ 3 ผลการตรวจสอบคุณภาพของรูปแบบพบว่า องค์ประกอบของรูปแบบมีความเหมาะสมและความเป็นไปได้ในการนำ ไปใช้อยู่ในระดับมากที่สุด 4.41 S.D. .63 และ 4.32 S.D. .65 คำสำคัญ : การพัฒนารูปแบบ / การวัดและประเมินพฤติกรรม / คุณลักษณะอันพึงประสงค์ / นักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลาย / ศตวรรษที่ 21 Abstract The objective of this study were 1 to assess levels of desirabled characteristics2 to compare the average scores of students by region gender and class 3 to design the measurement and behavioral assessment model and 4 to test the quality ofthe measurement and behavioral assessment model to enhance desirable characteristics of Thai students at the elementary school of the 21st Century. The 13 experts in education were taken by purposive sampling. The sample were taken by multistage random sampling. Research participant sconsisted of18 teachers and 704 students from 5 regions of Thailand. The data were collected by using various methods: observation questionnaires and interview. Frequency percentage mean S.D. and three - way anova. The research results found that 1 levels of desirabled characteristics of students from 5 regions belonged all 5 desirable characteristics in moderate level. Responsibility score was higher than the other desirable characteristics; learning eagerness / inquisition integrity discipline and patience respectively 2.03 S.D. .44 1.93 S.D. .57 1.76 S.D. .38 1.68 S.D. .35 and 1.25 S.D. .40 respectively. The desirable characteristics of students were average score variance interactions between the three independent variables : regions gender and class. 2 The measurement and Behavioral Assessment model to Enhance Desirable Characteristics of Thai Students at the Elementary School of the 21st Century consisted of 3 key components : objectives principles and process of leaning activity. 3 Regarding the outcomes of the questionnaires and interview the study found that the models were possessed high quality in propriety and feasibility for application 4.41 S.D. .63 4.32 S.D. .65 respectively Keyword : The Development of Model / Measurement and Behavioral Assessment / Desirabled Characteristics / Grade 4 to 6 Students / Century 21
2558 - การศึกษาการบูรณาการบริการวิชาการกับการจัดการเรียนการสอนรายวิชาการศึกษา ทั่วไปเพื่อการพัฒนามนุษย์ต่อการมีจิตอาสาและความสุขในการเรียนของพยาบาล ชั้นปีที่ 1 วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก
บทคัดย่อ : บทคัดย่อ งานวิจัยนี้ศึกษาผลของการบูรณาการบริการวิชาการกับการจัดการเรียนการสอนรายวิชา วทศท 101 การศึกษาทั่วไปเพื่อการพัฒนามนุษย์ต่อความมีจิตอาสาและความสุขในการเรียนของนักเรียนพยาบาลชั้นปีที่ 1 กลุ่มตัวอย่างคัดเลือกแบบเจาะจงเป็นนักเรียนพยาบาลชั้นปีที่ 1 จำนวน 84 คน โดยกลุ่มตัวอย่างเข้าร่วมกิจกรรมการเรียนการสอนในรายวิชาการศึกษาทั่วไปเพื่อการพัฒนามนุษย์ ในระหว่างเดือน สิงหาคม – พฤศจิกายน 2557 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามเกี่ยวกับความมีจิตอาสาของนักเรียนพยาบาล และแบบสอบถามความสุขในการเรียนรู้ซึ่งมีค่าความเที่ยง สัมประสิทธิ์ แอลฟาของครอนบาค Cronbachalpha coefficient เท่ากับ .95 และ .92 ตามลำดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน พบว่า นักเรียนพยาบาลมีคะแนนเฉลี่ยความมีจิตอาสาและคะแนนเฉลี่ยของความสุขอยู่ในระดับมาก ผลจากการวิจัยรูปแบบการบูรณาการการจัดการเรียนการสอนรายวิชา วทศท 101 การศึกษาทั่วไปเพื่อการพัฒนามนุษย์ต่อความมีจิตอาสาของนักเรียนพยาบาล ในครั้งนี้ คำสำคัญ: การบูรณาการการจัดการเรียนการสอน รายวิชาการศึกษาทั่วไปเพื่อการพัฒนามนุษย์ จิตอาสา ความสุขในการเรียน นักเรียนพยาบาล ก่อให้เกิดประสิทธิผลในการเรียนรู้ของผู้เรียน จึงเป็นการบูรณาการการจัดการเรียนการสอนการเรียนรู้ที่ควรนำไปประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนรู้ต่อไป
2558 - ผลการจัดการเรียนรู้แบบใช้วิจัยเป็นฐานในรายวิชา วทฉฐ 101 ระบบสุขภาพและการสร้างเสริมสุขภาพต่อผลการเรียนรู้และพฤติกรรมการทำงานที่มุ่งนวัตกรรมของนักเรียนพยาบาล
บทคัดย่อ : บทคัดย่อ ผลการจัดการเรียนรู้แบบใช้วิจัยเป็นฐานในรายวิชาระบบสุขภาพและการสร้างเสริมสุขภาพต่อผลการเรียนรู้ และพฤติกรรมการทำงานที่มุ่งนวัตกรรมของนักเรียนพยาบาล การวิจัยเรื่องผลการจัดการเรียนรู้แบบใช้วิจัยเป็นฐานในรายวิชาระบบสุขภาพ และการสร้างเสริมสุขภาพต่อผลการเรียนรู้ และพฤติกรรมการทำงานที่มุ่งนวัตกรรมของนักเรียนพยาบาล เป็นการวิจัยเชิงวิเคราะห์ มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมการทำงานที่มุ่งนวัตกรรมของนักเรียนพยาบาลก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้แบบใช้วิจัยเป็นฐานในรายวิชาระบบสุขภาพและการสร้างเสริมสุขภาพ และเพื่อศึกษาผลการเรียนรู้ของนักเรียนพยาบาลภายหลังจัดการเรียนการสอนแบบใช้วิจัยเป็นฐานในรายวิชาระบบสุขภาพและการสร้างเสริมสุขภาพ กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนพยาบาล วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก ชั้นปีที่ 1 รุ่นที่ 51 จำนวน 84 คน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างโดยการคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามจำนวน 1 ฉบับ แบ่งเป็นสามตอน ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลทั่วไปส่วนบุคคล แบบสอบถามพฤติกรรมการทำงานที่มุ่งนวัตกรรม และแบบบันทึกสะท้อนผลการเรียนรู้ของผู้เรียน ผลการวิจัยพบว่า คะแนนเฉลี่ยของพฤติกรรมการทำงานที่มุ่งนวัตกรรมทั้งภาพรวม และรายด้าน ได้แก่ ด้านการสร้างความคิดใหม่ และด้านการนำความคิดใหม่ไปสู่การปฏิบัติ หลังทดลองสูงกว่าทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิเคราะห์เนื้อหาจากแบบบันทึกสะท้อนผลการเรียนรู้พบว่า สิ่งที่ผู้เรียนได้เรียนรู้จากการจัดการเรียนการสอนแบบใช้วิจัยเป็นฐาน ได้แก่ การพัฒนาความคิด การสร้างนวัตกรรม การฝึกแก้ปัญหา การทำงานร่วมกับผู้อื่น และการสร้างเสริมสุขภาพ สำหรับประโยชน์ที่ได้รับจากจัดการเรียนการสอนแบบใช้วิจัยเป็นฐานทำให้เกิดประโยชน์ทั้งต่อตนเอง และต่อส่วนรวม ผู้เรียนสะท้อนข้อเสนอแนะที่สำคัญคือ ควรจัดให้มีการเรียนการสอนแบบใช้วิจัยเป็นฐานต่อไป เพราะทำให้ผู้เรียนได้เรียนรู้วิธีการทำวิจัย ได้ฝึกการสืบเสาะหาความรู้อย่างเป็นระบบระเบียบ แต่การกำหนดหัวข้อในการทำนวัตกรรม อาจขึ้นอยู่กับความสนใจของผู้เรียน จากผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า การจัดการเรียนรู้แบบใช้วิจัยเป็นฐานในรายวิชาระบบสุขภาพ และการสร้างเสริมสุขภาพ เป็นการสร้างให้ผู้เรียนได้ฝึกการคิดสร้างสรรค์ คิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบโดยใช้กระบวนการวิจัยเพื่อแสวงหาความรู้ ได้ฝึกทักษะกระบวนการวิจัยที่จำเป็นต่อการดำเนินการสร้างนวัตกรรมในการสร้างเสริมสุขภาพ ส่วนอาจารย์ได้มีวิธีการสอนที่หลากหลายและ ออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อสอดแทรกกระบวนการวิจัยในระหว่างการจัดการเรียนการสอน เปิดโอกาสให้ผู้เรียนทำวิจัยได้ กระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความสนใจใฝ่รู้ นำไปสู่ความสำเร็จในการสร้างผู้เรียนให้มีพฤติกรรมการทำงานที่มุ่งนวัตกรรม ซึ่งจะเป็นการพัฒนาบัณฑิตพยาบาลให้มีทักษะในศตวรรษที่ 21 เป็นบุคคลที่มีคุณภาพ เป็นที่ต้องการของสังคมยุคไทยแลนด์ 4.0 ต่อไป คำสำคัญ: การเรียนรู้แบบใช้วิจัยเป็นฐาน ผลการเรียนรู้ พฤติกรรมการทำงานที่มุ่งนวัตกรรม นักเรียนพยาบาล Abstract The Effect of Research Based Learning Management in Health System and Health Promotion Subject on Learning Outcome and Innovative Work Behavior of Nursing Students This analytic research aimed to 1 compare the innovative work behavior of nursing students before and after the use of research-based learning in Health System and Health Promotion Subject and 2 to determine the learning outcomes of nursing students after the use of research-based learning in Health System and Health Promotion Subject. The sample composed of eighty- four first year nursing students class 51 of the Royal Thai Army Nursing College. Purposive sampling method was used in this study. Data were collected by using a questionnaire which had three parts including personal information the innovative work behavior questionnaire and the reflecting record of the learning outcomes of students. The study results revealed that after intervention the average scores of the innovative work behavior in general and each part including idea generation and idea implementation were higher than before intervention with statistically significant at .05 level. The content analysis of the reflecting record found that the lessons learned from the use of research-based learning were ideas generation innovation development problem solving skills teamwork and health promotion. Student perceived benefit from research based learning as it was useful for themselves and for public. In addition the students suggested that the research based learning should be implemented continuously in order to enhance their research skills and systematic knowledge inquiring. However the topic of innovation should depend on the area of interest of the students. The results indicated that research based learning management in Health System and Health Promotion Subject will influence students’ creativity and systematic analytical thinking by using research process to seek knowledge. The students practiced research process skills which crucial for the development of health promotion innovation. Moreover teachers used various teaching methods designed learning activities to integrate research process into teaching and learning provided opportunities for students to conduct their researches encouraged students’ learning curiosity which lead to success in creating a learners’ innovative work behavior. As a results this strategy Keywords: rese
2558 - การพัฒนาโปรแกรมการฝึกอบรมเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะ ด้านการเรียนการสอนโดยใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อของอาจารย์พยาบาล และนักเรียนพยาบาล วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก
บทคัดย่อ : การพัฒนาโปรแกรมการฝึกอบรมเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะด้านการเรียนการสอนโดยใช้ภาษาอังกฤษของอาจารย์พยาบาลและนักเรียนพยาบาล วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก The development of a training program for enhancing the competency of learning and teaching by using English. อภิญญา อินทรรัตน์* องค์อร ประจันเขตต์* อรวรรณ จุลวงษ์* บุษย์รินทร์ อารยะธนิตกุล* สายยสมร เฉลยกิตติ* และนัยนา วงษ์สายตา* Apinya Indhraratana* Ong-on Prajankett* Orawan Julawong* Bussarin Arayathanitkul* Saisamorn Chaloeykitti* and Naiyana Wongsaita* วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก ราชเทวี กรุงเทพฯ ประเทศไทย 10400 * The Royal Thai Army Nursing College Ratchathewi Bangkok Thailand 10400 * บทคัดย่อ งานวิจัยและพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาโปรแกรมการฝึกอบรมเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะด้านการเรียนการสอนโดยใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อ งานวิจัยนี้มี 3 ขั้นตอนคือ 1 ประเมินความต้องการจำเป็นในการเสริมสร้างสมรรถนะด้านการเรียนการสอนโดยใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อ กลุ่มตัวอย่างคือ อาจารย์พยาบาล จำนวน 40 คน และ นักเรียนพยาบาลชั้นปีที่ 1-4 จำนวน 298 คน 2 พัฒนาโปรแกรมการฝึกอบรม และ 3 ทดลองใช้และศึกษาผลการใช้โปรแกรมการฝึกอบรมในรายวิชากระบวนการพยาบาล โดยใช้แบบแผนการทดลองกลุ่มเดียววัดสองครั้ง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ อาจารย์พยาบาล จำนวน 9 คน และนักเรียนพยาบาล ชั้นปีที่ 1 ทั้งหมด จำนวน 80 คน เครื่องมือในการวิจัยใช้แบบประเมินตนเอง สำหรับอาจารย์พยาบาลใช้แบบประเมินสมรรถนะด้านการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อ สำหรับนักเรียนพยาบาลใช้แบบประเมินสมรรถนะด้านการเรียนโดยใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อ ซึ่งผ่านการตรวจสอบคุณภาพด้านความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา ส่วนคุณภาพด้านความเชื่อมั่นมีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคส์ 0.99 และ 0.98 ตามลำดับ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การทดสอบทีแบบจับคู่ ผลการวิจัยพบว่า โปรแกรมการฝึกอบรมที่พัฒนาขึ้นมีคุณภาพตามความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ ผลการทดลองใช้โปรแกรมการฝึกอบรม พบว่า กลุ่มอาจารย์พยาบาล มีคะแนนเฉลี่ยสมรรถนะโดยรวมก่อนและหลังการทดลองไม่แตกต่างกัน ส่วนกลุ่มนักเรียนพยาบาล มีคะแนนเฉลี่ยสมรรถนะโดยรวมและรายด้านก่อนและหลังการทดลองแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ทุกด้าน ข้อเสนอแนะในการนำไปใช้ ควรมีการทดสอบพื้นฐานด้านภาษาอังกฤษของผู้เรียนและเตรียมความพร้อมปรับพื้นฐานของผู้เรียนก่อนการจัดการเรียนการสอน คำสำคัญ สมรรถนะ การสอนโดยใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อ นักเรียนพยาบาล Abstracts This research and development study aimed to develop a training program for enhancing competency of learning and teaching by using English as a medium of instruction. This research was conducted in three phases 1 the needs assessment the samples were 40 instructors and 298 nursing students. 2 The development of the training program. 3 The quality testing of the developed program by conducting a one group pre-test post-test design the sample were 9 nursing instructors and 80 first year nursing students. The tools were the 1 the self-assessment form of competency of teaching learning arrangement by using English as a medium of instruction for nursing instructors and 2 the self-assessment form of the competency of learning by using English as a medium of instruction for nursing students which were tested for content validity and reliability the Cronbach’s alphas of the self-assessment form for instructors was 0.99 and the self-assessment form for students was 0.98. The data analysis methods were descriptive statistics and paired t-test. The results revealed that the quality of the developed training program was approved by experts. For the instructor group the overall pretest and post test scores of English competency was not significantly different. For the student group the pretest and post test scores were significantly different at the significant level of 0.05 in all aspects. The placement test and the preparation for readiness of students should be provided before implementing the program. Keyword: competency English as a medium of instruction nursing students.
2558 - ความรู้ทัศนคติและพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของนักเรียนพยาบาล วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก
บทคัดย่อ : บทนำ : การดูแลสุขภาพตนเองเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง เพราะในความเป็นจริงการดูแลสุขภาพให้แข็งแรงขึ้นอยู่กับตัวของประชาชนเองดังนั้นการจะพัฒนาภาวะสุขภาพของบุคคลให้ประสบผลสำเร็จจะต้องส่งเสริมการดูแลสุขภาพตนเองเป็นสำคัญและในปัจจุบันหลายคนอาจจะเห็นโฆษณาทางสื่อต่างๆได้อธิบายถึงความน่ากลัวของกลุ่มโรค NCDs แปลว่า กลุ่มโรคไม่ติดต่อ โดยสาเหตุสำคัญของการเกิดโรค มักเกิดกับบุคคลที่มีพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ไม่สมดุลและการทำงานจากรายงานการเจ็บป่วยของนักเรียนพยาบาลชั้นปีที่ 1-4 ในภาคการศึกษาที่ 2/2556 พบว่า มีแนวโน้มว่าจะมีผู้เจ็บป่วยเพิ่มขึ้น ดังนั้นคณะผู้วิจัยจึงสนใจศึกษาถึงความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการส่งเสริมสุขภาพของนักเรียนพยาบาลวิทยาลัยพยาบาลกองทัพบกเพื่อใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการจัดกิจกรรมการส่งเสริมการดูแลสุขภาพและปลูกฝังพฤติกรรมการดูแลสุขภาพซึ่งจะมีส่วนช่วยในการพัฒนาองค์กรและในระดับชาติต่อไป วัตถุประสงค์งานวิจัย : 1. เพื่อศึกษาระดับความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการส่งเสริมสุขภาพของนักเรียนพยาบาลวิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก และ 2.เพื่อเปรียบเทียบความรู้ ทัศนคติและพฤติกรรมการส่งเสริมสุขภาพของนักเรียนพยาบาลวิทยาลัยพยาบาลกองทัพบกชั้นปีที่ 2 3 และ 4 รูปแบบการวิจัย : การวิจัยแบบบรรยายพรรณนา Descriptive research วัสดุและวิธีการ : ศึกษาในนักเรียนพยาบาลวิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก ปีการศึกษา 2557 ชั้นปีที่ 2-4 รวม 148 คน และใช้การสุ่มตัวอย่างแบบ Stratified random sampling เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือแบบสอบถามความรู้ แบบวัดทัศนคติและแบบสอบถามพฤติกรรมการส่งเสริมสุขภาพ ที่คณะผู้วิจัยดัดแปลงขึ้น ตรวจสอบความเที่ยงตรงโดยผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่านและนำไปทดลองใช้ในกลุ่มที่คล้ายคลึงกลุ่มตัวอย่างจำนวน 30 คน พบว่าแบบทดสอบด้านความรู้มีค่า KR-20 เท่ากับ .53 ส่วนแบบวัดทัศนคติและแบบสอบถามพฤติกรรมการส่งเสริมสุขภาพมีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่าของครอนบาคเท่ากับ.67และ.73 ตามลำดับ นำข้อมูลที่ได้จากการเก็บรวบรวมมาวิเคราะห์โดยใช้ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว One way ANOVA ผลการวิจัยพบว่า : การส่งเสริมสุขภาพของกลุ่มตัวอย่าง ด้านความรู้โดยรวมอยู่ในระดับสูง 19.68 SD 2.02 ด้านทัศนคติโดยรวมอยู่ในระดับสูง 75.24 SD 7.08 ด้านพฤติกรรมการส่งเสริมสุขภาพโดยรวมอยู่ในระดับสูง 58.63 SD 4.46 ค่าคะแนนความรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมการส่งเสริมสุขภาพ ของชั้นปีที่ 2 และ 3 กับชั้นปีที่ 3 และ 4 มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ค่าคะแนนทัศนคติเกี่ยวกับพฤติกรรมการส่งเสริมสุขภาพของชั้นปีที่ 2 3 และ มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และค่าคะแนนพฤติกรรมการส่งเสริมสุขภาพของชั้นปีที่ 2 และ 4 มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 บทวิจารณ์และสรุป : ระดับความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการส่งเสริมสุขภาพของกลุ่มตัวอย่างอยู่ในระดับสูง และคะแนนความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการส่งเสริมสุขภาพ แต่ละชั้นปี มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ดังนั้นจึงควรจัดกิจกรรมหรือโครงการเพื่อส่งเสริมความรู้และทัศนคติเกี่ยวกับพฤติกรรมการส่งเสริมสุขภาพให้กับ นรพ.ชั้นปีที่ 2 และในชั้นปีที่ 4 เพื่อเป็นการกระตุ้นด้านความรู้และทัศนคติ สำหรับพฤติกรรมการส่งเสริมสุขภาพ ควรมีการรณรงค์การปฏิบัติให้กับ นรพ.ชั้นปีที่ 2 และ 3 เพื่อปรับพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพให้มากขึ้น
2558 - ทักษะการดูแลสุขภาพด้านอนามัยเจริญพันธ์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย มูลนิธิวัดสระแก้ว จากการจัดโครงการบูรณาการวิชาการกับการเรียนการสอนวิชาการพยาบาลสูติศาสตร์ วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก
บทคัดย่อ :
2558 - การประเมินหลักสูตรการพยาบาลเฉพาะทาง สาขาเวชปฏิบัติทั่วไป การรักษาโรคเบื้องต้น วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก
บทคัดย่อ :
2558 - ผลของโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแบบมีส่วนร่วมเพื่อลดระดับไขมันในเลือดของผู้มีภาวะไขมันในเลือดผิดปกติในชุมชนทหาร
บทคัดย่อ :
2558 - พฤติกรรมการบริโภคอาหารของชุมชนบ้านพักข้าราชการโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า
บทคัดย่อ : พฤติกรรมการบริโภคอาหารของครอบครัวในชุมชนบ้านพักข้าราชการโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า Food Consumption Behaviors of Family in the Community of Phramongkutklao Hospital personnel’s Residence รังสินี พูลเพิ่ม* Rungsinee Poonperm* วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก ถ.ราชวิถี เขตราชเทวี กรุงเทพ ประเทศไทย 10400 * The Royal Thai Army Nursing College Ratchathewee Bangkok Thailand 10400 * บทคัดย่อ การวิจัยเชิงสำรวจเพื่อศึกษาพฤติกรรมการบริโภคอาหารของครอบครัวในชุมชนบ้านพักข้าราชการโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า กลุ่มตัวอย่างครอบครัวที่พักอยู่แฟลตชุมชนบ้านพักข้าราชการโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าจำนวน300 ครอบครัว โดยการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่แบบสอบถามเรื่อง พฤติกรรมการบริโภคอาหารที่ปรับปรุงขึ้นจากแบบประเมินพฤติกรรมการบริโภคอาหารของหญิงตั้งครรภ์ของสำนักโภชนาการ กรมอนามัย สมาคมโภชนาการแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2555 ค่าความเชื่อมั่นของเครื่องมือโดยการคำนวณค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของคอนบราค Cronbach’s alphacoeffeicient เท่ากับ .81 ผู้ตอบแบบสอบถามเป็นตัวแทนของสมาชิกในครอบครัวที่มีอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป1คนต่อ 1 ครอบครัว สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิตและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และแบ่งพฤติกรรมการบริโภคเป็น 3 ระดับคือ ดี ปานกลางและควรปรับปรุง ผลการวิจัยพบว่าพฤติกรรมการบริโภคอาหารของครอบครัวชุมชนบ้านพักข้าราชการโรงพยาบาล พระมงกุฎเกล้าโดยรวมอยู่ในระดับดี ได้แก่ พฤติกรรมการบริโภคอาหารมื้อหลักครบ3 มื้อ พฤติกรรมการบริโภคตามกลุ่มอาหาร ข้าว เนื้อสัตว์ ไข่ ผัก ผลไม้ นม และพฤติกรรมการเลือกซื้ออาหาร การประกอบอาหารและบริโภคอาหารที่ปลอดภัย พฤติกรรมการบริโภคโดยรวมที่อยู่ในระดับปานกลาง ได้แก่ พฤติกรรมการบริโภคอาหารที่มีกากใยและย่อยง่ายและพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคเรื้อรัง เช่น ความดันโลหิตสูง โรคไต โรคมะเร็ง โรคเบาหวาน โรคอ้วน ฉะนั้นครอบครัวชุมชนบ้านพักโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้ายังคงมีพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคเรื้อรังอยู่ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงควรรณรงค์ให้มีพฤติกรรมการบริโภคที่ดีเพื่อให้สมาชิกในครอบครัวมีสุขภาพที่ดีต่อไป คำสำคัญ พฤติกรรมการบริโภคอาหาร ครอบครัวชุมชุนบ้านพักข้าราชการโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า
2558 - ผลของโปรแกรมการจัดการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษในรายวิชากระบวนการพยาบาลต่อการเรียนรู้อย่างมีความสุขของนักเรียนพยาบาล
บทคัดย่อ : งานวิจัยนี้มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษาการเรียนอย่างมีความสุขของนักเรียนพยาบาลชั้นปีที่ 1 วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก และเพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการจัดการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษในรายวิชากระบวนการพยาบาล การวิจัยกึ่งทดลอง Quasi-experimental research ชนิดกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลอง One group pretest posttest design กลุ่มตัวอย่างโดยการเลือกแบบเจาะจง Purposive Sampling คือ นักเรียนพยาบาลชั้นปีที่ 1 รุ่นที่ 51 จำนวน 83 คน เครื่องมือ ประกอบด้วย ข้อมูลส่วนบุคคล ได้แก่ เพศ อายุ เกรดเฉลี่ยสะสม เกรดเฉลี่ยวิชาภาษาอังกฤษ ภูมิลำเนา โปรแกรมการจัดการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษในรายวิชากระบวนการพยาบาล และแบบสอบถามการเรียนรู้อย่างมีความสุข ประกอบด้วย 6 ด้าน คือ ด้านสร้างความรักและศรัทธา ด้านเห็นคุณค่าการเรียนรู้ ด้านเปิดประตูสู่ธรรมชาติ ด้านมุ่งมาดและมั่นคง ด้านดำรงรักษ์ไมตรีจิต และด้านชีวิตที่สมดุล วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติทดสอบที t-test ทดสอบความแตกต่างของการเรียนรู้อย่างมีความสุข ก่อนและหลังการเข้าร่วมโปรแกรมการจัดการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษในรายวิชากระบวนการพยาบาล ผลการวิจัยพบว่า การเรียนรู้อย่างมีความสุข ของนักเรียนพยาบาล ก่อนและหลังการเข้าร่วมโปรแกรมการจัดการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษในรายวิชากระบวนการพยาบาล มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 คำสำคัญ: โปรแกรมการจัดการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษ รายวิชากระบวนการพยาบาล การเรียนรู้อย่างมีความสุข นักเรียนพยาบาล Abstract This study aimed to study the instructional integration on general education for human development course on volunteer and happiness of study among nursing students. Purposive sampling was used to recruit the sample. They were 84 of 1st year nursing students who participated in the basic study for human development course during September to November 2014. The instruments included Volunteer of nursing students questionnaire and Happiness of study questionnaire with Cronbach’s alpha coefficient .95 and .92 respectively. Descriptive statistic percentage mean and standard deviation was used to analyze the data. The finding revealed that the average scores of volunteer and happiness were high in nursing students. Instructional integration on basic study for human development course on volunteer and happiness of study among nursing students should be applied for using in further teaching and learning courses. Keywords: instructional integration general education for human development course volunteer happiness study nursing students
2558 - การศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความพึงพอใจของผู้ใช้บริการที่มีต่อการให้บริการของหน่วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ รพ.พระมงกุฎเกล้า
บทคัดย่อ :
2557 - การสร้างเครื่องมือวัดสมรรถนะการปฏิบัติการพยาบาลจิตเวชของนักเรียนพยาบาลกองทัพบก
บทคัดย่อ : วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบกเป็นสถาบันที่ผลิตพยาบาลเพื่อตอบสนองความต้องการของกองทัพและสังคม โดยมีการจัดการเรียนการสอนมุ่งสร้างให้ผู้เรียนเป็นผู้มีความพร้อมในการช่วยเหลือผู้ป่วยในทุกสถานการณ์ การจัดการเรียนการสอนในสาขาวิชาเฉพาะทางการพยาบาลโดยเฉพาะด้านการพยาบาลจิตเวช ได้จัดให้มีการเรียนการสอนภาคทฤษฎี และภาคปฏิบัติ โดยมุ่งเน้นพัฒนาผลการเรียนรู้ของผู้เรียนตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา มคอ. อย่างไรก็ตามจากผลการประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนพบว่าผู้เรียนยังขาดการเรียนรู้บางสมรรถนะซึ่งอาจเนื่องจาก ลักษณะวิชาชีพพยาบาลเป็นวิชาชีพที่มีความเฉพาะของสมรรถนะที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติและโดยเฉพาะอย่างยิ่งปฏิบัติการพยาบาลจิตเวชซึ่งต้องอาศัยเทคนิคการพยาบาลที่แตกต่างกับการดูแลฝ่ายกาย และการศึกษาวิจัยที่ผ่านมา พบว่ายังไม่มีการศึกษาสมรรถนะด้านการปฏิบัติการพยาบาลจิตเวชที่ชัดเจน ดังนั้นคณะผู้วิจัยจึงมีความสนใจในการสร้างเครื่องมือวัดสมรรถนะด้านการปฏิบัติการพยาบาลจิตเวชในนักเรียนพยาบาลกองทัพบก เพื่อให้เห็นภาพรวมของสมรรถนะที่พึงมีตามกรอบวิชาชีพพยาบาลและมีความสอดคล้องกับระบบการจัดการศึกษาของสถาบันในระดับอุดมศึกษา วัตถุประสงค์: เพื่อสร้างเครื่องมือวัดสมรรถนะการปฏิบัติการพยาบาลจิตเวชของนักเรียนพยาบาลกองทัพบก การออกแบบการวิจัย: เป็นการวิจัยและพัฒนา การดำเนินการวิจัย: แบ่งเป็น 4 ระยะ ประกอบด้วย ระยะ 1 ศึกษาองค์ประกอบของเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับสมรรถนะการปฏิบัติการพยาบาลจิตเวช 2 พัฒนาเครื่องมือวัดสมรรถนะปฏิบัติการพยาบาลจิตเวช 3 นำเครื่องมือไปทดลองใช้ และ 4 ประเมินประสิทธิผลของเครื่องมือ การวิเคราะห์ข้อมูล: ใช้วิธีการวิเคราะห์เนื้อหา content analysis การคำนวณหาค่าความคิดเห็น Percentage agreement การหาค่าดัชนีความสอดคล้อง IOC และทดสอบความเชื่อมั่นโดยสัมประสิทธิ์อัลฟาครอนบัค ผลการวิจัย: องค์ประกอบของเนื้อหาเครื่องมือวัดสมรรถนะการปฏิบัติการพยาบาลจิตเวช แบ่งเป็น 7 สมรรถนะหลักซึ่งประกอบด้วยสมรรถนะย่อย 60 ข้อ คำนวณค่าความตรงของเนื้อหา คิดเป็นร้อยละ 94.6 ทดสอบค่า IOC รายข้อของแต่ละสมรรถนะได้ มากกว่า 0.5 ส่วนการทดสอบความเชื่อมั่นได้ค่าความเชื่อมั่นโดยรวม เท่ากับ 0.82 ผลการวิจัยนำไปเป็นแนวทางในการจัดการเรียนการสอนให้ครอบคลุมสมรรถนะทุกด้านในการปฏิบัติการพยาบาลจิตเวช ตลอดจนการประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนให้เกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นต่อไป
2557 - ประสบการณ์ของอาจารย์พยาบาล วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบกต่อการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้
บทคัดย่อ : ประสบการณ์ของอาจารย์พยาบาล วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก ต่อการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อบรรยายการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ตามประสบการณ์ของอาจารย์พยาบาลวิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก ตามแนวคิดของ Senge 2006 โดยใช้ระเบียบวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ เชิงปรากฏการณ์วิทยา ผู้ให้ข้อมูลหลัก คือ อาจารย์พยาบาล วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก จำนวน 10 คน เลือกตามสะดวกจนกว่าจะได้ข้อมูลอิ่มตัว เก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์แบบกึ่งมีโครงสร้าง และการศึกษาจากเอกสาร วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา และการสร้างข้อสรุป ผลการวิจัยสรุปได้ว่า 1 ผู้ให้ข้อมูลหลักส่วนใหญ่ให้ความหมายขององค์กรแห่งการเรียนรู้ในลักษณะเดียวกันว่า องค์กรแห่งการเรียนรู้ หมายถึง องค์กรที่มีการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องทั้งในด้านวิชาการ การบริหาร และการบริการวิชาการสู่สังคม บุคลากรในองค์กรมี การหาความรู้ แลกเปลี่ยนเรียนรู้กันอยู่เสมอ มีผู้บริหารที่มีความเป็นผู้นำที่ดี ให้ความสำคัญต่อการเรียนรู้ 2 ประสบการณ์การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ ตามวินัย 5 ประการ พบว่าผู้ให้ข้อมูลหลักให้ความสำคัญกับการมีผู้นำที่ดี มองเห็นความสำคัญของการพัฒนาบุคลากร ให้การสนับสนุนในการฝึกฝนเพื่อเกิดวินัยทั้ง 5 ประการ ดังนั้น ผู้บริหารต้องมีความเข้าใจในคุณสมบัติส่วนบุคคลของบุคลากร ให้ความสนใจกับความแตกต่างระหว่างบุคคล สร้างบรรยากาศในสถานศึกษาให้เอื้อต่อการเรียนรู้ การสร้างแรงจูงใจ และสร้างความผูกพันต่อองค์กร ส่งเสริมให้บุคลากรมีการใช้วิธีการเรียนรู้หลายรูปแบบ ในทุก ๆ ระดับอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง โดยวางแผนการพัฒนาบุคลากรเป็นรายบุคคลอย่างมีส่วนร่วม และเน้นย้ำให้ทุกคนมององค์กรแบบภาพรวม ทุกฝ่ายมีความสำคัญ และมีทัศนคติที่ดีต่อกัน เพื่อให้เกิดการประสานความร่วมมือกันพัฒนาไปสู่การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ต่อไป
2557 - การสำรวจความรู้ ทัศนคติ และทักษะเพื่อป้องกันการมีเพศสัมพันธ์ในวัยเรียนในนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายที่อายุมากกว่า 18 ปีบริบูรณ์ จากโรงเรียนเขตกรุงเทพมหานคร
บทคัดย่อ :
2557 - การสำรวจพฤติกรรมเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวีของพลทหารกองประจำการแห่งหนึ่งในกองทัพบก
บทคัดย่อ : พลทหารกองประจำการ จัดอยู่ในกลุ่มที่ต้องเฝ้าระวังการติดเชื้อ HIV เนื่องจากอยู่ในกลุ่มวัยเจริญพันธุ์และต้องเปลี่ยนวิถีชีวิต สภาพแวดล้อม เพื่อนฝูง และลักษณะงานที่ต้องอยู่ภายใต้กฎระเบียบต่างๆอาจเกิดความเครียดและต้องการระบายความเครียดด้วยวิธีการต่างๆซึ่งอาจทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อการยั่วยุให้เกิดพฤติกรรมเสี่ยงของการติดเชื้อ HIV ได้ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจพฤติกรรมเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวีของพลทหารกองประจำการ รูปแบบการวิจัย: การวิจัยเชิงพรรณนา การดำเนินการวิจัย: แบ่งเป็น 2 ระยะ 1 กลุ่มตัวอย่างเป็นพลทหารกองประจำการ จำนวน 387 คน คัดเลือกโดยวิธีสุ่มแบบชั้นภูมิ ทำการตอบแบบสำรวจพฤติกรรมเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี จากนั้นจัดแบ่งกลุ่มตัวอย่างออกเป็น 2 กลุ่มตามพฤติกรรมเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวีได้แก่กลุ่มที่มีพฤติกรรมเสี่ยงและกลุ่มที่ไม่มีพฤติกรรมเสี่ยง 2 คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจงจากกลุ่มตัวอย่างในระยะที่ 1 จากทั้งสองกลุ่มๆละ 8 คนโดยการสนทนากลุ่ม การวิเคราะห์ข้อมูล: ข้อมูลเชิงปริมาณวิเคราะห์โดยค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัย: พฤติกรรมเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวีโดยรวมอยู่ในระดับไม่เคยมีพฤติกรรมเสี่ยงถึงมีพฤติกรรมเสี่ยงในระดับต่ำ เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่าพฤติกรรมเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวีมากที่สุดได้แก่พฤติกรรมการบริโภคสุรา /สารเสพติด รองลงมาได้แก่ด้านชีวิตประจำวันและด้านการมีเพศสัมพันธ์ตามลำดับ 1.34 0.93 และ 0.64 ข้อมูลเชิงคุณภาพสนับสนุนกับข้อมูลเชิงปริมาณในประเด็นของพฤติกรรมการดื่มสุรามีอิทธิพลต่อการมีพฤติกรรมเสี่ยงด้านการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัยซึ่งผลการวิจัยจะเป็นแนวทางให้กองทัพในการส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพที่ดีและป้องกันพฤติกรรมเสี่ยงในพลทหารกองประจำการ
2557 - ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยคัดสรรกับความคิดเห็นต่อผลกระทบและการป้องกันรังสีนิวเคลียร์ในบุคลากรทีมสุขภาพ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า
บทคัดย่อ : การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความคิดเห็นต่อผลกระทบและการป้องกันรังสีนิวเคลียร์ในบุคลากรทีมสุขภาพโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า และความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยคัดสรร ได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ สถานที่ ปฏิบัติงาน ประสบการณ์ในการทำงาน การอบรมทางวิชาการ พฤติกรรมการรับรู้ข่าวสาร ความรู้ด้านรังสีนิวเคลียร์ กับความคิดเห็นต่อผลกระทบและการป้องกันรังสีนิวเคลียร์ในบุคลากรทีมสุขภาพ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ประชากรที่ใช้ในการวิจัย เป็นแพทย์ พยาบาล นักฟิสิกส์รังสี นักเทคนิครังสี และผู้ช่วยพยาบาลกองรังสีกรรมและกองอุบัติเหตุและเวชกรรมฉุกเฉิน โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า จำนวน 215 คน ใช้สุ่มตัวอย่างแบบตามสัดส่วน Proportion to size ได้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 150 คน เครื่องมือที่ใช้เป็น แบบประเมินความรู้ในเรื่องของรังสีนิวเคลียร์ และแบบสอบถามความคิดเห็นในเรื่องผลกระทบและการป้องกันรังสีนิวเคลียร์ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น และผ่านการตรวจความตรงตามเนื้อหา content validity จากผู้ทรงคุณวุฒิ 4 ท่าน และนำไปทดลองใช้ try out ได้ค่าความเชื่อมั่น reliability ทั้งฉบับเท่ากับ .67 และ .73ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าความถี่และร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน chi-square F-test t-test และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน Pearson product moment correlation coefficient ผลการวิจัยพบว่า ความคิดเห็นต่อผลกระทบและการป้องกันรังสีนิวเคลียร์ในบุคลากรทีมสุขภาพโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าอยู่ในระดับปานกลาง มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.25 และอายุ อาชีพ ระดับการศึกษา และความรู้ในเรื่องของรังสีนิวเคลียร์ มีความสัมพันธ์กับความคิดเห็นต่อผลกระทบและการป้องกันรังสีนิวเคลียร์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
2557 - การพัฒนากรอบสมรรถนะของบุคลากร วพบ.
บทคัดย่อ : การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากรอบสมรรถนะหลัก สมรรถนะการบริหาร และสมรรถนะของสายงานของบุคลากรวิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก กลุ่มตัวอย่างคือ บุคลากร วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก จำนวน 81 ราย ประกอบด้วย 3 กลุ่ม คือ กลุ่มผู้บริหาร จำนวน 15 ราย กลุ่มอาจารย์ จำนวน 16 ราย กลุ่มบุคลากรสายสนับสนุน จำนวน 50 ราย ที่คัดเลือกมาจากการสุ่มอย่างเป็นชั้นภูมิ Stratified random Sampling โดยมีสายงานเป็นชั้นภูมิ Strata เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบประเมินความเหมาะสมของกรอบสมรรถนะบุคลากร วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก และแบบสัมภาษณ์รายกลุ่ม ซึ่งได้รับการตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา Content Validity โดยผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 3 ราย แบบประเมินค่าความเชื่อมั่น Reliability เท่ากับ 0.72 ส่วนแบบสัมภาษณ์รายกลุ่มได้ทดลองสัมภาษณ์กับกลุ่มทดลองเครื่องมือ จำนวน 7 ราย พบว่ากลุ่มตัวอย่างมีความเข้าใจในข้อคำถามไปในแนวทางเดียวกัน Objectivity วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานในการวิเคราะห์ความเหมาะสมของสมรรถนะจากแบบประเมิน และใช้การวิเคราะห์เนื้อหา Content analysis ในการสัมภาษณ์รายกลุ่ม ผลการวิจัยพบว่า สมรรถนะหลักของบุคลากร วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก ประกอบด้วย 5 สมรรถนะ ได้แก่ การมุ่งผลสัมฤทธิ์ การบริหารที่ดี การสั่งสมความเชี่ยวชาญในงานอาชีพ จริยธรรม และการทำงานเป็นทีม ส่วนสมรรถนะการบริหารของบุคลากร วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก ประกอบด้วย 5 สมรรถนะ ได้แก่ การคิดวิเคราะห์ ศิลปะการสื่อสารจูงใจ ภาวะผู้นำ วิสัยทัศน์ ศักยภาพเพื่อนำการเปลี่ยนแปลง การควบคุมตนเอง และการให้อำนาจแก่ผู้อื่น สำหรับสมรรถนะของสายงาน ของบุคลากรวิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก จำนวน 13 สายงาน ประกอบด้วยสมรรถนะระหว่าง 2 ถึง 8 สมรรถนะ โดยมีสมรรถนะที่ควรจะมีในบุคลากรของแต่ละสายงาน ส่วนมากเป็นสมรรถนะด้านความถูกต้องในงาน และด้านคิดวิเคราะห์ จำนวน 10 สายงาน รองลงมาคือ สมรรถนะด้านการสืบเสาะหาข้อมูล จำนวน 7 สายงาน
2557 - การปฏิบัติบทบาทพยาบาลพี่เลี้ยงของพยาบาลวิชาชีพในแหล่งฝึกปฏิบัติงานของวิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก
บทคัดย่อ : บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา เพื่อศึกษาการปฏิบัติบทบาทพยาบาลพี่เลี้ยงของพยาบาลวิชาชีพในแหล่งฝึกปฏิบัติงานของวิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก ปีการศึกษา 2556 กลุ่มตัวอย่างเป็นพยาบาลวิชาชีพในแหล่งฝึกประสบการณ์ของนักเรียนพยาบาลกองทัพบก จำนวน 234 คน เก็บข้อมูลโดยการตอบแบบสอบถามที่ประกอบด้วยข้อมูลทั่วไป การปฏิบัติบทบาทพยาบาลพี่เลี้ยง ความพึงพอใจต่อการปฏิบัติหน้าที่พยาบาลพี่เลี้ยง ปัญหาข้อขัดข้องและความต้องการพัฒนาของพยาบาลพี่เลี้ยง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติร้อยละ คะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว ผลการศึกษาพบว่า พยาบาลวิชาชีพที่ทำหน้าที่พยาบาลพี่เลี้ยงนักเรียนพยาบาลมีการปฏิบัติบทบาทพยาบาลพี่เลี้ยง โดยรวมอยู่ในระดับมาก 4.33 S.D. 0.62 ส่วนรายด้านที่มีคะแนนสูงสุด คือ ด้านการเป็นแบบอย่างมีคะแนนเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด 4.56 SD 0.57 ด้านที่มีคะแนนต่ำสุด คือ ด้านการประเมินผลมีคะแนนเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก 4.23 SD 0.61 เมื่อเปรียบเทียบการปฏิบัติบทบาทพยาบาลพี่เลี้ยงของพยาบาลวิชาชีพที่มีประสบการณ์การทำงาน และประสบการณ์การเป็นพยาบาลพี่เลี้ยง และสถานที่ปฏิบัติงานที่แตกต่างกัน พบว่าการปฏิบัติบทบาทพยาบาลพี่เลี้ยงโดยรวมไม่มีความแตกต่างกัน หากพิจารณาเป็นรายด้านด้วยวิธี LSD พบว่า 1 การปฏิบัติบทบาทพยาบาลพี่เลี้ยงด้านการให้คำแนะนำปรึกษาและด้านการเป็นแบบอย่างของกลุ่มที่มีประสบการณ์การทำงานมากกว่า 10 ปี มีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่ากลุ่มที่มีประสบการณ์ทำงาน 2-4 ปี อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ p < .05 และ p < .05 ตามลำดับ 2 การปฏิบัติบทบาทพยาบาลพี่เลี้ยงด้านการให้คำแนะนำปรึกษาของกลุ่มที่มีประสบการณ์การเป็นพยาบาลพี่เลี้ยงมากกว่า 7 ปี มีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่ากลุ่มที่มีประสบการณ์เป็นพยาบาลพี่เลี้ยง 1-2 ปี อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ p < .05 และ3 การปฏิบัติบทบาทพยาบาลพี่เลี้ยงด้านการสนับสนุนส่งเสริม และด้านการเป็นแบบอย่างของกลุ่มที่ปฏิบัติงานในสถานพยาบาล/โรงพยาบาลระดับปฐมภูมิมีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่าโรงพยาบาลระดับตติยภูมิ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ p < .05 และ p < .05 ตามลำดับ ความพึงพอใจของพยาบาลวิชาชีพต่อการปฏิบัติบทบาทพยาบาลพี่เลี้ยงโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 4.51 SD 0.58 ส่วนปัญหาในการปฏิบัติบทบาทพยาบาลพี่เลี้ยง ได้แก่ พยาบาลพี่เลี้ยงมีภาระงานประจำมากทำให้ทำหน้าที่พยาบาลพี่เลี้ยงได้ไม่สมบูรณ์ บางหอผู้ป่วยของโรงพยาบาลระดับตติยภูมิมีพยาบาลวิชาชีพที่มีประสบการณ์ทำงานไม่ถึง 3 ปี และยังไม่ผ่านการอบรมพยาบาลพี่เลี้ยงต้องปฏิบัติหน้าที่พยาบาลพี่เลี้ยงนักเรียนพยาบาลเนื่องจากขาดแคลนกำลังคน ทำให้พยาบาลพี่เลี้ยงขาดความมั่นใจในการสอน สำหรับความต้องการพัฒนา พบว่า พยาบาลพี่เลี้ยงต้องการพัฒนาด้านเทคนิคการสอนทางคลินิก การวิเคราะห์ปัญหาจริยธรรม และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และการประเมินผลการปฏิบัติงานที่มีความถูกต้องเป็นมาตรฐานเดียวกัน คำสำคัญ : การปฏิบัติบทบาทพยาบาลพี่เลี้ยง พยาบาลพี่เลี้ยงนักเรียนพยาบาล Abstract The purpose of this study 1 to examine the practices of nurse preceptors’ role for nursing students during Academic year 2013 2 to measure nurse preceptors’ satisfaction 3 to study problems and obstacles on nurse preceptors’ role. Data were collected from 234 nurse preceptors who worked in Bangkok and urban primary health care unit/hospitals secondary hospitals and tertiary hospital which were the clinical sites of The Royal Thai Army Nursing College. The questionnaire had four parts including personal data the practices of nurse preceptor’s role the satisfaction of the practices of nurse preceptor’s role and the nurse preceptors’ problems. Data were analysed by descriptive statistics and analysis of variances ANOVA . The findings showed 1 the mean score of the practices of nurse preceptors’ role are at high level 4.33 SD0.62 . Considering in each role showed that nurse preceptors’ highest on the role model 4.56 SD 0.57 and the lowest on the evaluation of performance 4.23 SD 0.61 . Moreover the practices of nurse preceptors’ role were compared among nurse preceptor who had difference in work experience preceptorship experience and work places. The finding indicated that there weren’t statistical significant in the difference of the total practices of nurse preceptors’ role. However considering on each of practices of nurse preceptors’ role were reported as follow: 1 the nurse preceptors who had worked experience more than 10 years had higher mean score of counselling role and role-model than the others who had worked experience for 2-4 years p< .05 2 the nurse preceptors who had preceptorship experience more than 7 years had higher mean score of counselling role than the others had preceptorship experience for 1-2 years p< .05 3 the nurse preceptors who worked in the primary health care unit/hospital had higher mean score of supportive-promoted role and role-model than the others in the tertiary hospital p< .05 . For the satisfaction of practices of nurse preceptors’ role had the mean score at high level 4.51 SD 0.581 . Furthermore the problems of the practices of nurse preceptors’ role were over workload in routine task. In some unit had the professional nurses who had worked experience below 3 year and weren’t trained in the preceptor’s program. Thus. They lacked confiden
2557 - พฤติกรรมการดูแลตนเอง การกำกับตนเอง และความเชื่อมั่นในสมรรถนะแห่งตน ของทหารที่มีความเสี่ยงต่อภาวะเมตาบอลิกซินโดรม
บทคัดย่อ : บทคัดย่อ พฤติกรรมการดูแลตนเอง การกำกับตนเอง และความเชื่อมั่นในสมรรถนะแห่งตน ของทหารที่มีความเสี่ยงต่อภาวะเมตาบอลิกซินโดรม การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการดูแลตนเอง พฤติกรรมการกำกับตนเอง ความเชื่อมั่นในสมรรถนะแห่งตน ของทหารผู้ที่เสี่ยงต่อโรคกลุ่มเมตาบอลิคซินโดรม กลุ่มตัวอย่าง คือ กำลังพลทหารของกองบัญชาการกองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ จำนวน 250 คน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างโดยการคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามจำนวน 1 ฉบับ แบ่งเป็นสองตอน ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลทั่วไปส่วนบุคคล และ แบบสอบถามพฤติกรรมการดูแลตนเอง การกำกับตนเอง และความเชื่อมั่นในสมรรถนะแห่งตน ซึ่งเป็นแบบสอบถามของ อังศินันท์ อินทรกำแหง และคณะ 2552 ที่สร้างขึ้นจากแนวคิด 3 self Self care Self regulation Self efficacy ผลการวิจัยพบว่า ความเสี่ยงต่อการเป็นโรคกลุ่มเมตาบอลิก พบว่า ส่วนใหญ่มีความเสี่ยงเป็นโรคความดันโลหิตสูงมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 48.40 ส่วนการป่วยเป็นโรคแล้วนั้นพบว่า กลุ่มตัวอย่างป่วยเป็นโรคเบาหวาน คิดเป็นร้อยละ 7.60 ปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรคเมตาบอลิก พบว่า มีปัจจัยด้านพันธุกรรมมากที่สุดจำนวน คิดเป็นร้อยละ 73.20 สำหรับคะแนนเฉลี่ยของพฤติกรรมรายด้านพบว่า ความเชื่อมั่นในสมรรถนะแห่งตน มีคะแนนเฉลี่ย 13.92 จากคะแนนเต็ม 20 คิดเป็นร้อยละ 69.60 การกำกับตนเองมีคะแนนเฉลี่ย 14.18 จากคะแนนเต็ม 20 คิดเป็นร้อยละ 70.9 และการดูแลตนเองมีคะแนนเฉลี่ย 20.28 จากคะแนนเต็ม 28 คิดเป็นร้อยละ 72.42 จากผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า เจ้าหน้าที่ทีมสุขภาพควรช่วยเหลือสนับสนุนให้ทหารที่มีความเสี่ยงต่อภาวะเมตาบอลิกซินโดรม ตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลตนเอง การกำกับตนเอง และความเชื่อมั่นในสมรรถนะแห่งตน เน้นกิจกรรมการให้ความรู้ การรับรู้ ความคาดหวัง การฝึกทักษะ การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ เพื่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ เพราะการป่วยภาวะเมตาบอลิกซินโดรมส่วนใหญ่มาจากสาเหตุที่ป้องกันได้ คำสำคัญ: พฤติกรรมการดูแลตนเอง การกำกับตนเอง และความเชื่อมั่นในสมรรถนะแห่งตน ภาวะเมตาบอลิกซินโดรม Abstract Self Care Self Regulation and Self Efficacy Behavior for Military Officials Risk of Metabolic Syndrome This exploratory research aimed to study the health behaviors regarding to self care self regulation and self efficacy behavior for military officials risk of metabolic syndrome. The sample composed of two hundred fifty military officials of King s Guard 2nd Cavalry Division. Purposive sampling method was used in this study. Data were collected by using a questionnaire which had two parts including personal information and 3-self health behaviors self care self regulation and self efficacy assessment. The study results revealed that The most of sample are at highest risk for hypertension 48.40% . Diabetes mellitus is a chronic disease in most of them 7.6% . Risk of metabolic syndrome caused by genetic 73.20% . The average scores of the health behaviors found that self efficacy behavior has an average score of 13.92 out of 20 69.60% self regulation behavior has an average score of 14.18 out of 20 70.90% and self care has an average score of 20.28 out of 28 72.42% . The results indicated that health care provider should support the military officials who have risk for metabolic syndrome. Recognizing the importance of self-care self regulation and self efficacy behavior. Focus on health education activities perception expectations practicing skill and sharing experience to modify health behaviors. Because most metabolic syndrome is caused by a preventable cause. Keywords: Self Care Self Regulation Self Efficacy Behavior and Metabolic Syndrome
2557 - แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพในการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกของหญิงวัยเจริญพันธุ์ ในเขตเทศบาลเมืองไร่ขิง จังหวัดนครปฐม
บทคัดย่อ : บทคัดย่อ แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพในการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกของหญิงวัยเจริญพันธุ์ ในเขตเทศบาลเมืองไร่ขิง จังหวัดนครปฐม การวิจัยเชิงสำรวจครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพในการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกของหญิงวัยเจริญพันธุ์ ด้านการรับรู้โอกาสเสี่ยงของการเป็นโรคมะเร็งปากมดลูกของหญิงวัยเจริญพันธุ์การรับรู้ความรุนแรงของการเกิดโรคมะเร็งปากมดลูกของหญิงวัยเจริญพันธุ์การรับรู้ประโยชน์ของการปฏิบัติตนในการป้องกันโรคมะเร็งปากมดลูกของหญิงวัยเจริญพันธุ์ และการรับรู้อุปสรรคของการปฏิบัติตนในการป้องกันโรคมะเร็งปากมดลูกของหญิงวัยเจริญพันธุ์ กลุ่มตัวอย่าง คือ หญิงวัยเจริญพันธุ์ที่มี อายุระหว่าง 15 - 49 ปี ที่อาศัยอยู่ในเขตเทศบาลเมืองไร่ขิง จังหวัดนครปฐม จำนวน 400 ราย คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างโดยการคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามจำนวน 1 ฉบับ แบ่งเป็น 2 ตอน ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลทั่วไปส่วนบุคคล และแบบสอบถามแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพในการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกของหญิงวัยเจริญพันธุ์ ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีการรับรู้ความเชื่อด้านสุขภาพในภาพรวมอยู่ในเกณฑ์ดีค่าเฉลี่ย 132.40 คะแนน สำหรับความเชื่อด้านสุขภาพรายด้าน พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีการรับรู้อุปสรรคของการปฏิบัติตนในการป้องกันโรคมะเร็งปากมดลูกอยู่ในเกณฑ์ดีมาก ค่าเฉลี่ย 31.57 คะแนน รองลงมาคือ ด้านการรับรู้ประโยชน์ของการปฏิบัติตนในการป้องกันโรคมะเร็งปากมดลูก และ การรับรู้ความรุนแรงของการเกิดโรคมะเร็งปากมดลูกอยู่ในเกณฑ์ดี ค่าเฉลี่ย 24.67 คะแนนและ 22.34 คะแนนตามลำดับ ส่วนการรับรู้โอกาสเสี่ยงของการเป็นโรคมะเร็งปากมดลูกและแรงจูงใจด้านสุขภาพในการป้องกันโรคมะเร็งปากมดลูก อยู่ในเกณฑ์พอใช้ ค่าเฉลี่ย 23.52 คะแนน และ 29.23 คะแนน ตามลำดับจากผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า เจ้าหน้าที่ทีมสุขภาพควรใช้กลวิธีผสมผสานในการรณรงค์ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง และควรสร้างแกนนำผู้หญิงในหมู่บ้านหรือชุมชนเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับโรคมะเร็งปากมดลูกและช่วยเสริมสร้างทัศนคติที่ดีต่อการป้องกันโรคมะเร็งปากมดลูก คำสำคัญ: แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก หญิงวัยเจริญพันธุ์ Abstract Health Belief Model on Pap Smear Screening Test Among Reproductive Women in Raikhing Municipality of Nakhon Pathom Province This exploratory research aimed to study health belief on pap smear screening test among reproductive women. The sample composed of four-hundred reproductive women in Raikhing municipality of Nakhon Pathom Province. Purposive sampling method was used in this study. Data were collected by using a questionnaire which had two parts including personal information and health beliefs on pap smear screening test. The study results revealed that the samples had a good perception of health beliefs on pap smear screening test in general x 132.40 For each part of health beliefs founded that the samples had perceived barriers of cervical cancer prevention in excellent score x 31.57 perceived benefits of cervical cancer prevention and perceived severity of cervical cancer in good average score x 24.67 x 22.34 . Both of perceived susceptibility of cervical cancer and health motivation in cervical cancer prevention are moderate average scores x23.52 x29.23 The results indicated that health care provider should consistently apply integrated strategies in pap smear screening test campaign. In addition empowering women in community to be leader for health education and strengthen the positive attitude toward cervical cancer prevention. Keywords: health belief model pap smear screening test reproductive women
2557 - ความพร้อมและสมรรถนะพยาบาลสำหรับการปฏิบัติงานในสถานการณ์ความไม่สงบสามจังหวัดชายแดนใต้
บทคัดย่อ :
2557 - โครงการพัฒนาชุดจำลองการใช้เข็มเจาะระบายลมจากช่องปอดและการใส่ท่อระบายทรวงอกในผู้ป่วยบาดเจ็บที่มีลมรั่วขังในช่องปอด
บทคัดย่อ :
2557 - โครงการวิจัยและพัฒนาด้านการแพทย์ ARMY RESCUE MASK หน้ากากช่วยชีวิตฉุกเฉิน
บทคัดย่อ :
2557 - โครงการวิจัยและพัฒนาหุ่นจำลองบาดแผล
บทคัดย่อ :
2557 - Migrant Beer Seller in South East Asia
บทคัดย่อ :
2557 - Rosenberg Self Esteem scale in Japan Taiwan Thailand USA
บทคัดย่อ :
2557 - ปัจจัยคัดสรรกับภาวะผู้นำของนักเรียนพยาบาล วพบ.
บทคัดย่อ :
2557 - ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้เป็นโรคเบาหวานชนิดที่สองโรงพระยาบาลพระมงกุฎเกล้า
บทคัดย่อ : ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้เป็นเบาหวานชนิดที่สอง โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า FACTORS ASSOCIATED WITH GLYCEMIC CONTROL AMONG PEOPLE WITH TYPE 2 DIABETES MELLITUS AT PHRAMONGKUTKLAO HOSPITAL BANGKOK การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล ความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน การสนับสนุนทางสังคมและพฤติกรรมการดูแลสุขภาพกับการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มารับบริการในคลินิกเบาหวาน แผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ระหว่างเดือนมิถุนายน ถึงเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2556 จำนวน 312 คน การเลือกกลุ่มตัวอย่างเป็นการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบสอบถาม ประกอบด้วย ข้อมูลส่วนบุคคล ความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน การสนับสนุนทางสังคม และพฤติกรรมการดูแลสุขภาพ ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามเท่ากับ 0.71 0.71 และ 0.93 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติ ความถี่ ร้อยละ ค่าความถดถอยโลจิสติก Binary Logistic Regression ผลการศึกษา พบว่า ผู้เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 มีความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวานอยู่ในระดับต่ำ ร้อยละ 75.32 การสนับสนุนทางสังคมและพฤติกรรมการดูแลสุขภาพอยู่ในระดับสูง ร้อยละ 66.03 และ96.15 ตามลำดับ การศึกษาด้านความสัมพันธ์ พบว่า ปัจจัยส่วนบุคคล มีเพียง เพศ อายุ และระยะเวลาการเกิดโรคเท่านั้นที่มีความสัมพันธ์กับการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ .001 ตามลำดับ ผู้เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 เพศหญิง มีโอกาสที่จะไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ HbA1C 7 มากกว่าผู้เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 เพศชาย เป็น 1.72 เท่า ORadj1.72 95% CI 0.32-1.04 ผู้เป็นเบาหวานที่มีอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป มีโอกาสที่จะไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ HbA1C 7 มากกว่า ผู้เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีอายุน้อยกว่า 60 ปี เป็น 2.88 เท่า ORadj2.88 95% CI 1.60-5.22 และผู้เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีระยะเวลาการเป็นโรคมากกว่า 10 ปีขึ้นไป มีโอกาสที่จะไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ HbA1C 7 มากกว่าผู้เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีระยะเวลาการเป็นโรคน้อยกว่า 10 ปี เป็น 3.06 เท่า ORadj3.06 95% CI 0.19-5.64 ส่วนปัจจัยทางด้านความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน การสนับสนุนทางสังคม และปัจจัยด้านพฤติกรรมการดูแลสุขภาพ ไม่มีความสัมพันธ์กับการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 ผลการวิจัย พบว่า การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 ต้องคำนึงถึงปัจจัยด้านเพศ อายุ และระยะเวลาการเป็นโรค โดยเน้นความเป็นปัจเจกบุคคลของผู้ป่วย เพื่อตอบสนองความต้องการอย่างเหมาะสม ทำให้ผู้เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 สามารถดูแลตัวเองและควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีขึ้น คำสำคัญ: ผู้เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 พฤติกรรมการดูแลสุขภาพ การสนับสนุนทางสังคม การควบคุมระดับ น้ำตาลในเลือด
2557 - การประเมินโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ R to R Mini Research & Innovation สู่การปฏิบัติ: ความสำเร็จของพยาบาล รพ.ค่ายประจักษ์ศิลปาคม
บทคัดย่อ :
2557 - Development of HIV prevention motivation model for promoting health behavioral change in conscripts of the ninth of battalion infantry
บทคัดย่อ :
2557 - The model construction for developing positive psychological capital among professional nurses under the ministry of defence
บทคัดย่อ :
2557 - การศึกษาจิตสาธารณะของนักเรียนห้องพิเศษโรงเรียนสามเสนวิทยาลัย
บทคัดย่อ :
2556 - ปัจจัยพยากรณ์พฤติกรรมการสูบบุหรี่ของทหารกองประจำการกองร้อยพลเสนารักษ์ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า
บทคัดย่อ : การสูบบุหรี่เป็นการสูบบุหรี่เป็นพฤติกรรมของมนุษย์ที่มีผลกระทบต่อร่างกาย จิตใจ และสังคม พฤติกรรมการสูบบุหรี่เป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของโลก การศึกษาเชิงบรรยายครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา ปัจจัยพยากรณ์พฤติกรรมการสูบบุหรี่ของทหารกองประจำการกองร้อยพลเสนารักษ์ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า กลุ่มตัวอย่างเป็นทหารกองประจำการ กองร้อยพลเสนารักษ์ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ผลัดที่ 1/2012 จำนวน 180 นาย เครื่องมือที่ใช้เป็น แบบสอบถามแบบมาตราประมาณค่าที่ผ่านการตรวจสอบความเชิงเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ และความเที่ยงมีค่าเท่ากับ .94 และ .91 ตามลำดับ ผู้วิจัยเก็บข้อมูลด้วยตนเองโดยการพิทักษ์สิทธิ์ของทหารกองประจำการอย่างเคร่งครัด วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณาและสถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณแบบขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า ทหารกองประจำการส่วนใหญ่กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ อยู่ในช่วงอายุ 21 ปี คิดเป็นร้อยละ 66.9 มีจำนวนพี่น้อง 2-3 คน คิดเป็นร้อยละ 64.8 สถานภาพโสด คิดเป็นร้อยละ 85.9 จบการศึกษาในระดับประกาศนียบัตร ระดับ ปวช. ปวส. คิดเป็นร้อยละ 35.2 สถานภาพครอบครัว บิดา มารดาอยู่ด้วยกัน คิดเป็นร้อยละ 58.5 พฤติกรรมการสูบบุหรี่ในปัจจุบัน ร้อยละ 72.1 โดยกลุ่มตัวอย่างเริ่มสูบบุหรี่เมื่ออายุ 15 ปีมากที่สุดคิดเป็นร้อยละ 33.1 ทักษะชีวิตของทหารกองประจำการ ส่วนใหญ่อยู่ในระดับมาก x 3.71 SD0.62 มีพฤติกรรมสูบบุหรี่อยู่ในระดับมาก ทักษะชีวิต มีความสัมพันธ์ทางลบกับพฤติกรรมการสูบบุหรี่ของทหารกองประจำการ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อวิเคราะห์อำนาจการพยากรณ์ทักษะชีวิตรายด้านต่อพฤติกรรมการสูบบุหรี่ของทหารกองประจำการ พบว่า ตัวแปรที่สามารถอธิบายความแปรผันของพฤติกรรมการสูบบุหรี่ของทหารกองประจำการมี 3 ตัวแปรย่อย ได้แก่ ด้านการตัดสินใจและแก้ปัญหา ด้านการแสวงหาความรู้ และด้านการสื่อสารและสัมพันธภาพ โดยร่วมกันอธิบายความผันแปรของพฤติกรรมการสูบบุหรี่ของทหารกองประจำการ ได้ร้อยละ 37.2 R2 0.372 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผู้วิจัยเสนอแนวทางการพัฒนาทักษะชีวิตเพื่อส่งเสริมพฤติกรรมการไม่สูบบุหรี่ในทหารกองประจำการ กองร้อยพลเสนารักษ์ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า เพื่อเป็นกำลังพลของกองทัพบกที่มีพฤติกรรมสุขภาพที่ดีและเป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติต่อไป
2556 - วิถีชีวิตของผู้ป้วยที่มีทวารเทียม
บทคัดย่อ : การโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก เป็นมะเร็งที่พบบ่อยเป็นอันดับ 3  รองลงมาจากมะเร็งปอดและมะเร็งปากมดลูก เป็นปัญหาสุขภาพที่นับวันมีความสำคัญมากขึ้นตามการเปลี่ยนแปลงของสังคมและพฤติกรรมการดำเนินชีวิตของมนุษย์ การวิจัยเชิงคุณภาพครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเพื่อคลี่คลายให้เห็นถึงกระบวนการสร้างความหมาย ความรู้ ความเข้าใจต่อวิถีชีวิตของผู้ป่วยที่มีทวารเทียมและผู้เกี่ยวข้อง รวมทั้งเพื่อทำความเข้าใจต่อความรู้สึกนึกคิดและทัศนคติของผู้ป่วยที่มีทวารเทียมเพื่อนำไปสู่การปรับตัวและสร้างกระบวนการดูแลผู้มีทวารเทียมทั้งด้านร่างกาย จิตใจและสังคม เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสังเกต สัมภาษณ์เจาะลึกผู้ป่วยที่มีทวารเทียม ณ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า บันทึกเทป ข้อมูลอิ่มตัวจากผู้ให้ข้อมูลจำนวน 11 ราย นำข้อมูลที่ได้มาถอดความแบบคำต่อคำ วิเคราะห์ข้อมูลโดยวิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา Content analysis วิเคราะห์สรุปประเด็น Thematically analysis สะท้อนแนวคิด และสอบทานข้อมูล ผลการวิจัยพบว่า วิถีชีวิตของผู้ป่วยที่มีทวารเทียม ประกอบด้วย ความหมาย ความรู้ ความเข้าใจต่อวิถีชีวิตใหม่ของผู้ที่มีทวาร เทียมของตนเอง การปรับตัวในการดูแลตนเอง ปัจจัยที่มีผลต่อการปรับตัวในการดูแลตนเองของผู้ป่วยที่มีทวารเทียม ความเชื่อเกี่ยวกับการรักษา และการสร้างสัมพันธภาพเชิงบำบัดของผู้ป่วยที่มีทวารเทียม ผลการศึกษาครั้งนี้ให้ภาพสะท้อนถึงวิถีชีวิตของผู้ป่วยที่มีทวารเทียม โดยกระบวนการดูแลผู้ป่วยที่มีทวารเทียม ต้องการดูแลทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ และสังคม ดังนั้นจึงต้องมีการร่วมมือ การมีส่วนร่วมและการประสานงานที่ดีโดยมีสัมพันธภาพที่ดีระหว่างผู้ป่วย ครอบครัวหรือญาติผู้ดูแลผู้ป่วย รวมถึงบุคลากรทางการแพทย์
2556 - การพัฒนาตัวบ่งชี้และเกณฑ์การประเมินคุณภาพการศึกษาภายในระดับกองและภาควิชา กองการศึกษา วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก
บทคัดย่อ : การวิจัยนี้มี มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1 ศึกษา คัดสรร และสร้างตัวบ่งชี้และเกณฑ์การประเมินคุณภาพการศึกษาภายใน ระดับกอง และภาควิชา ของกองการศึกษา วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก และ 2 ตรวจสอบคุณภาพของตัวบ่งชี้และเกณฑ์การประเมินคุณภาพการศึกษาภายใน ระดับกอง และภาควิชา ที่คัดสรรและสร้างขึ้น ในด้านความเหมาะสมและความเป็นไปได้ในการนำไปใช้ในการประเมินคุณภาพการศึกษาภายในของกองการศึกษา วิธีการดำเนินการวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม แบ่งเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 การศึกษา คัดสรร และสร้างตัวบ่งชี้และเกณฑ์การประเมินคุณภาพการศึกษาภายใน และระยะที่ 2 การตรวจสอบคุณภาพและการปรับปรุงคุณภาพของตัวบ่งชี้และเกณฑ์การประเมินคุณภาพการศึกษาภายในที่พัฒนาขึ้น ผู้เข้าร่วมในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ผู้บริหารและ อาจารย์ กองการศึกษา วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก จำนวนทั้งสิ้น 40 คน วิธีการเก็บรวบรวมใช้การศึกษาเอกสาร การสนทนากลุ่มผู้บริหาร การตรวจสอบคุณภาพโดยผู้เชี่ยวชาญ การสำรวจความคิดเห็นของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต่อร่างตัวบ่งชี้และเกณฑ์และการทดลองใช้ เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัยนี้มี 2 ชุดได้แก่ 1 แบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างสำหรับการสนทนากลุ่ม และ 2 แบบสำรวจความคิดเห็นต่อ ร่าง ตัวบ่งชี้และเกณฑ์การประเมินคุณภาพการศึกษาของกองการศึกษา การวิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาและการวิเคราะห์หาค่าดัชนีความคิดเห็นสอดคล้องตรงกัน ผลการศึกษาพบว่าผู้บริหารส่วนใหญ่มีความคิดเห็นว่ากองการศึกษาควรดำเนินการประกันคุณภาพการศึกษาภายในให้ครบถ้วนทั้ง 9 องค์ประกอบ ทั้งในระดับกอง และระดับภาควิชา โดยควรคัดสรรมาจากตัวบ่งชี้และเกณฑ์ในระดับวิทยาลัยและเห็นด้วยกับการนำเกณฑ์รับรองสถาบันของสภาการพยาบาลและตัวบ่งชี้ของการประกันคุณภาพหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอนของมาตรฐานคุณวุฒิระดับปริญญาตรีสาขาพยาบาลศาสตร์ มาใช้ในการสร้างเป็นตัวบ่งชี้และเกณฑ์การประเมินเพิ่มเติมให้สอดคล้องกับการดำเนินงานของกองการศึกษา ผลการคัดสรรและสร้างตัวบ่งชี้และเกณฑ์การประเมิน ประกอบด้วย 9 องค์ประกอบ ในระดับกองมี 34 ตัวบ่งชี้ และระดับภาควิชามี 24 ตัวบ่งชี้ ประกอบด้วยตัวบ่งชี้ประเภทกระบวนการมากที่สุด ในระดับกองคิดเป็นร้อยละ 58.92 และในระดับภาควิชา คิดเป็นร้อยละ 62.50 ส่วนที่มาของตัวบ่งชี้มาจากตัวบ่งชี้ระดับวิทยาลัยมากที่สุด ในระดับกอง คิดเป็นร้อยละ 70.58 และในระดับภาควิชา คิดเป็นร้อยละ 75.00 ผลการตรวจสอบคุณภาพของร่างตัวบ่งชี้และเกณฑ์การประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญ มีค่า IOCมากกว่า 0.70 ในทุกองค์ประกอบ ผลการสำรวจความคิดเห็นของผู้บริหารและอาจารย์พยาบาลต่อร่างตัวบ่งชี้และเกณฑ์การประเมินพบว่า ตัวบ่งชี้และเกณฑ์มาตรฐานส่วนใหญ่มีค่าดัชนีความคิดเห็นสอดคล้องตรงกันตั้งแต่ 0.5 หรือในระดับปานกลางขึ้นไป โดยตัวบ่งชี้ที่มีค่าดัชนีความเห็นสอดคล้องตรงกันสูงสุด ได้แก่ ระบบและกลไกการพัฒนางานวิจัยหรืองานสร้างสรรค์ ระบบและกลไกการวัดและประเมินผลการศึกษา และ ระบบและกลไกการพัฒนาสัมฤทธิผลการเรียนตามคุณลักษณะของบัณฑิต ส่วนตัวบ่งชี้และเกณฑ์มาตรฐานที่มีค่าดัชนีความเห็นสอดคล้องตรงกันต่ำที่สุด คือ เอกลักษณ์ตามจุดเน้น/จุดเด่น ได้รับการยอมรับในระดับชาติหรือนานาชาติ ผลการดำเนินงานตามจุดเน้น/ จุดเด่นเกิดผลกระทบที่เกิดประโยชน์และสร้าง คุณค่าต่อสังคม ผลการทดลองใช้ตัวบ่งชี้และเกณฑ์การประเมินคุณภาพ พบว่า ทั้งในระดับกองและภาควิชาสามารถเขียนรายงานและประเมินตนเองได้ในทุกตัวบ่งชี้ โดยมีค่าคะแนนการประเมินตนเองอยู่ระหว่าง 4-5 ในทุกตัวบ่งชี้ ส่วนการเปรียบเทียบผลการประเมินของคณะกรรมการประเมินฯ กับผลการประเมินตนเอง พบว่าในระดับกองมีความสอดคล้องกันคิดเป็นร้อยละ 94.28 ส่วนในระดับภาควิชา มีความสอดคล้องกันคิดเป็นร้อยละ 96.0 Abstracts The objectives of this study were; 1 to study select and develop indicators and criterion of internal education assurance of the division and departments of the Education division The Royal Thai Army Nursing College and 2 to validate the quality of the developed indicators and criterion in terms of their appropriateness and feasibility. This study was the participatory action research which composed of two phases the first phase was the study selection and development of indicators and criterion of internal education assurance and the second phase was the validation and improvement of the quality of the developed indicators and criterion. The participants in this research were 40 administrators and faculties of the Education Division The Royal Thai Army Nursing College. Data collection methods were documentation study focused group interviews of administrators quality validation by experts questionnaires survey about opinions of faculties regarding the appropriateness of the developed indicators and criterions and a try out study of using the developed indicators and criterion. The research instruments included 1 the semi-structure questionnaire for the focused group interview and 2 the questionnaires about opinions regarding the appropriateness of the developed indicators and criterions. Data was analyzed by using content analysis and agreement score. The results revealed that most of the administrators agreed that the education division should be conducted the internal education quality assurance for all nine components both at the divisions level and the department level. The indicators and criterion should be derived from the indicators and criterion of the college level as well as the criterion of the nursing institution accreditation issued by the Thai Nursing Council and th
2556 - การพัฒนาตัวบ่งชี้และเกณฑ์การประเมินคุณภาพการศึกษาภายในระดับกองและภาควิชา กองการศึกษา วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก
บทคัดย่อ : บทคัดย่อ การวิจัยนี้มี มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1 ศึกษา คัดสรร และสร้างตัวบ่งชี้และเกณฑ์การประเมินคุณภาพการศึกษาภายใน ระดับกอง และภาควิชา ของกองการศึกษา วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก และ 2 ตรวจสอบคุณภาพของตัวบ่งชี้และเกณฑ์การประเมินคุณภาพการศึกษาภายใน ระดับกอง และภาควิชา ที่คัดสรรและสร้างขึ้น ในด้านความเหมาะสมและความเป็นไปได้ในการนำไปใช้ในการประเมินคุณภาพการศึกษาภายในของกองการศึกษา วิธีการดำเนินการวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม แบ่งเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 การศึกษา คัดสรร และสร้างตัวบ่งชี้และเกณฑ์การประเมินคุณภาพการศึกษาภายใน และระยะที่ 2 การตรวจสอบคุณภาพและการปรับปรุงคุณภาพของตัวบ่งชี้และเกณฑ์การประเมินคุณภาพการศึกษาภายในที่พัฒนาขึ้น ผู้เข้าร่วมในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ผู้บริหารและ อาจารย์ กองการศึกษา วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก จำนวนทั้งสิ้น 40 คน วิธีการเก็บรวบรวมใช้การศึกษาเอกสาร การสนทนากลุ่มผู้บริหาร การตรวจสอบคุณภาพโดยผู้เชี่ยวชาญ การสำรวจความคิดเห็นของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต่อร่างตัวบ่งชี้และเกณฑ์และการทดลองใช้ เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัยนี้มี 2 ชุดได้แก่ 1 แบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างสำหรับการสนทนากลุ่ม และ 2 แบบสำรวจความคิดเห็นต่อ ร่าง ตัวบ่งชี้และเกณฑ์การประเมินคุณภาพการศึกษาของกองการศึกษา การวิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาและการวิเคราะห์หาค่าดัชนีความคิดเห็นสอดคล้องตรงกัน ผลการศึกษาพบว่าผู้บริหารส่วนใหญ่มีความคิดเห็นว่ากองการศึกษาควรดำเนินการประกันคุณภาพการศึกษาภายในให้ครบถ้วนทั้ง 9 องค์ประกอบ ทั้งในระดับกอง และระดับภาควิชา โดยควรคัดสรรมาจากตัวบ่งชี้และเกณฑ์ในระดับวิทยาลัยและเห็นด้วยกับการนำเกณฑ์รับรองสถาบันของสภาการพยาบาลและตัวบ่งชี้ของการประกันคุณภาพหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอนของมาตรฐานคุณวุฒิระดับปริญญาตรีสาขาพยาบาลศาสตร์ มาใช้ในการสร้างเป็นตัวบ่งชี้และเกณฑ์การประเมินเพิ่มเติมให้สอดคล้องกับการดำเนินงานของกองการศึกษา ผลการคัดสรรและสร้างตัวบ่งชี้และเกณฑ์การประเมิน ประกอบด้วย 9 องค์ประกอบ ในระดับกองมี 34 ตัวบ่งชี้ และระดับภาควิชามี 24 ตัวบ่งชี้ ประกอบด้วยตัวบ่งชี้ประเภทกระบวนการมากที่สุด ในระดับกองคิดเป็นร้อยละ 58.92 และในระดับภาควิชา คิดเป็นร้อยละ 62.50 ส่วนที่มาของตัวบ่งชี้มาจากตัวบ่งชี้ระดับวิทยาลัยมากที่สุด ในระดับกอง คิดเป็นร้อยละ 70.58 และในระดับภาควิชา คิดเป็นร้อยละ 75.00 ผลการตรวจสอบคุณภาพของร่างตัวบ่งชี้และเกณฑ์การประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญ มีค่า IOCมากกว่า 0.70 ในทุกองค์ประกอบ ผลการสำรวจความคิดเห็นของผู้บริหารและอาจารย์พยาบาลต่อร่างตัวบ่งชี้และเกณฑ์การประเมินพบว่า ตัวบ่งชี้และเกณฑ์มาตรฐานส่วนใหญ่มีค่าดัชนีความคิดเห็นสอดคล้องตรงกันตั้งแต่ 0.5 หรือในระดับปานกลางขึ้นไป โดยตัวบ่งชี้ที่มีค่าดัชนีความเห็นสอดคล้องตรงกันสูงสุด ได้แก่ ระบบและกลไกการพัฒนางานวิจัยหรืองานสร้างสรรค์ ระบบและกลไกการวัดและประเมินผลการศึกษา และ ระบบและกลไกการพัฒนาสัมฤทธิผลการเรียนตามคุณลักษณะของบัณฑิต ส่วนตัวบ่งชี้และเกณฑ์มาตรฐานที่มีค่าดัชนีความเห็นสอดคล้องตรงกันต่ำที่สุด คือ เอกลักษณ์ตามจุดเน้น/จุดเด่น ได้รับการยอมรับในระดับชาติหรือนานาชาติ ผลการดำเนินงานตามจุดเน้น/ จุดเด่นเกิดผลกระทบที่เกิดประโยชน์และสร้าง คุณค่าต่อสังคม ผลการทดลองใช้ตัวบ่งชี้และเกณฑ์การประเมินคุณภาพ พบว่า ทั้งในระดับกองและภาควิชาสามารถเขียนรายงานและประเมินตนเองได้ในทุกตัวบ่งชี้ โดยมีค่าคะแนนการประเมินตนเองอยู่ระหว่าง 4-5 ในทุกตัวบ่งชี้ ส่วนการเปรียบเทียบผลการประเมินของคณะกรรมการประเมินฯ กับผลการประเมินตนเอง พบว่าในระดับกองมีความสอดคล้องกันคิดเป็นร้อยละ 94.28 ส่วนในระดับภาควิชา มีความสอดคล้องกันคิดเป็นร้อยละ 96.0 คำสำคัญ: ตัวบ่งชี้ เกณฑ์การประเมิน คุณภาพการศึกษาภายใน กองการศึกษา วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก Abstracts The objectives of this study were; 1 to study select and develop indicators and criterion of internal education assurance of the division and departments of the Education division The Royal Thai Army Nursing College and 2 to validate the quality of the developed indicators and criterion in terms of their appropriateness and feasibility. This study was the participatory action research which composed of two phases the first phase was the study selection and development of indicators and criterion of internal education assurance and the second phase was the validation and improvement of the quality of the developed indicators and criterion. The participants in this research were 40 administrators and faculties of the Education Division The Royal Thai Army Nursing College. Data collection methods were documentation study focused group interviews of administrators quality validation by experts questionnaires survey about opinions of faculties regarding the appropriateness of the developed indicators and criterions and a try out study of using the developed indicators and criterion. The research instruments included 1 the semi-structure questionnaire for the focused group interview and 2 the questionnaires about opinions regarding the appropriateness of the developed indicators and criterions. Data was analyzed by using content analysis and agreement score. The results revealed that most of the administrators agreed that the education division should be conducted the internal education quality assurance for all nine components both at the divisions level and the department level. The indicators and criterion should be derived from the indicators and criterion of the college level
2556 - ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยคัดสรรกับคุณลักษระทางจริยธรรมของพยาบาลตามการรับรู้ของผู้รับบริการ
บทคัดย่อ : บทนำ คุณลักษณะทางจริยธรรมของพยาบาลเป็นสิ่งสำคัญและพึงมีตามจรรยาบรรณวิชาชีพพยาบาลซึ่งการให้การพยาบาลจะเน้นการพยาบาลแบบองค์รวม โดยยึดความต้องการของผู้รับบริการและครอบครัวเป็นศูนย์กลาง ครอบคลุมทั้งร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม และจิตวิญญาณ จริยธรรมเป็นหลักความประพฤติปฏิบัติที่ดีงามของบุคคลโดยมีพื้นฐานมาจากหลักศีลธรรมทางศาสนา ค่านิยมทางวัฒนธรรม ประเพณี กฎหมาย รวมถึงจรรยาบรรณของวิชาชีพเพื่อให้บุคคลแสดงออก ในสิ่งที่ดี เหมาะสม ถูกต้องอย่างมีหลักการ นอกจากความรู้ความชำนาญแล้ว พยาบาลยังต้องมีความอดทน มีความเสียสละ และมีความรับผิดชอบต่อความปลอดภัยของผู้รับบริการ รวมทั้งมีความเอาใจใส่เอื้ออาทร ปฏิบัติการพยาบาลอย่างสุภาพและอ่อนโยน ดังนั้นผู้ประกอบวิชาชีพการพยาบาลจะต้องมีคุณลักษณะทางจริยธรรมตามปรัชญาวิชาชีพ วัตถุประสงค์ของการวิจัย เพื่อศึกษาคุณลักษณะทางจริยธรรมและความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยคัดสรรกับคุณลักษณะทางจริยธรรมของพยาบาลตามการรับรู้ของผู้รับบริการ รูปแบบการวิจัย การวิจัยเชิงพรรณนา Descriptive research วัสดุและวิธีการ ศึกษาในผู้ป่วยที่มารับบริการ ณ ห้องอุบัติเหตุฉุกเฉินโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า จำนวน 195 คน เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง แบบสอบถามดัดแปลงมาจากงานวิจัยของ วรรณา สุขสบาย และ ศิวาพร ทองสุข 2552 ค่าความเชื่อมั่นโดยวิธีของ Cronbach s Alpha Coefficient มีค่า 0.94 เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ สถิติหกสัมพันธ์แบบเพียร์สันและไคสแควร์ ผลการวิจัย คุณลักษณะทางจริยธรรมของพยาบาลตามการรับรู้ของผู้รับบริการส่วนใหญ่อยู่ในระดับดีมาก คิดเป็นร้อยละ 79.6 เมื่อจำแนกเป็นรายข้อพบว่าคะแนนเฉลี่ยความคิดเห็นสูงสุด ได้แก่ พยาบาลแต่งกายสุภาพ สะอาด เรียบร้อย x 4.59 สำหรับค่าคะแนนเฉลี่ยความคิดเห็นต่ำสุด ได้แก่ การให้การพยาบาลด้วยความรวดเร็ว x 4.03 คะแนนการรับรู้ของผู้รับบริการต่อคุณลักษณะทางจริยธรรมของพยาบาลส่วนใหญ่อยู่ในระดับดีมาก คิดเป็นร้อยละ 79.6 ปัจจัยคัดสรรได้แก่ เพศ อายุ ภูมิลำเนา ระดับการศึกษา อาชีพ จำนวนครั้งที่มารับการรักษากับคุณลักษณะทางจริยธรรมของพยาบาลตามการรับรู้ของผู้รับบริการไม่มีความสัมพันธ์กัน บทวิจารณ์และบทสรุป คุณลักษณะทางให้บริการด้วยความรวดเร็ว การให้ข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิของผู้ป่วย และการปลอบโยนให้กำลังใจ เป็นสิ่งที่ควรพัฒนาปรับปรุงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการให้การพยาบาลต่อไป
2556 - ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความพึงพอใจของผู้รับบริการ ห้องอุบัติเหตุ และฉุกเฉิน รพ.รร.๖
บทคัดย่อ : การวิจัยแบบบรรยาย Descriptive Research ในครั้งนี้มุ่งศึกษาถึงระดับความพึงพอใจและปัจจัยที่มีผลกระทบต่อความพึงพอใจของผู้รับบริการที่ห้องอุบัติเหตุฉุกเฉินโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า เลือกกลุ่มตัวอย่างที่ทำการศึกษาแบบเจาะจง ได้แก่ ผู้ป่วยหรือญาติที่มารับบริการใน โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า จำนวน 260 คน ในห้วงเดือนมิถุนายนถึงเดือนกรกฎาคม ปี 2555 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือแบบสอบถามความพึงพอใจของผู้รับบริการตามแนวคิดของ Davis and Bush 1995 ซึ่งผู้วิจัยดัดแปลงมาจากของจันทรา จินดา 2546 มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.976 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณา และสถิติทดสอบไคว-สแควร์ และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว One-way ANOVA ผลการวิจัยพบว่า 1. ผู้มารับบริการที่ห้องอุบัติเหตุฉุกเฉิน โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า มีความพึงพอใจต่อการให้บริการโดยรวม อยู่ในระดับมาก x 3.84 SD0.74 เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านทั้ง 3 ด้าน พบว่า ทั้ง 3 ด้านมีระดับความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ตามลำดับ ดังนี้ ด้านการดูแลจิตใจ x 3.90 SD0.92 ด้านการให้ข้อมูลข่าวสาร x 3.75 SD0.92 ด้านความสามารถทางการปฏิบัติงาน x 3.49 SD0.97 2. ปัจจัยได้แก่ เพศ อายุ รายได้ การศึกษา อาชีพและสิทธิการรักษา ที่แตกต่างกันมีความพึงพอใจของ ผู้รับบริการต่อการบริการที่ห้องอุบัติเหตุและฉุกเฉินโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าไม่แตกต่างกัน. x^28.18 F 2.14 .89 1.81 .79 และ 1.14 ตามลำดับ p > . 05 ผลการศึกษาแสดงว่า ความพึงพอใจของผู้มารับบริการที่ห้องอุบัติเหตุฉุกเฉิน โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้ามีความพึงพอใจต่อการให้บริการโดยรวมอยู่ในระดับมาก ทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ ด้านการดูแลจิตใจ ด้านการให้ข้อมูลข่าวสาร ด้านความสามารถทางการปฏิบัติงาน และไม่พบความแตกต่างกันของปัจจัยต่างๆ กับระดับความพึงพอใจของผู้รับบริการต่อการบริการที่ห้องอุบัติเหตุและฉุกเฉินโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ทั้งนี้จะเห็นได้ว่าผู้รับบริการได้รับการบริการที่มีความเท่าเทียมกันและการรักษาที่เป็นมาตรฐาน คำสำคัญ : ปัจจัย การบริการห้องอุบัติเหตุฉุกเฉิน ความพึงพอใจของผู้รับบริการ
2556 - ปัจจัยคัดสรรที่มีความสัมพันธ์กับแรงจูงใจในการไปทำงานของพยาบาลวิชาชีพในประชาคมอาเซียน
บทคัดย่อ : การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา  Descriptive  research   มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแรงจูงใจในการทำงานของพยาบาลวิชาชีพในประชาคมอาเซียน และความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยคัดสรร ได้แก่ อายุ สถานภาพ ระดับรายได้ สถานที่ ปฏิบัติงาน ประสบการณ์ในการทำงาน ความสามารถในการใช้ภาษา การรับรู้ข่าวสาร และความรู้ด้านประชาคมอาเซียน กับ แรงจูงใจในการทำงานของพยาบาลวิชาชีพในประชาคมอาเซียน ประชากรที่ใช้ในการวิจัยเป็นพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า จำนวน 800 คน ใช้การสุ่มตัวอย่างแบบตามสัดส่วน Proportion to size ได้กลุ่มตัวอย่างจากพยาบาลวิชาชีพโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า 8 แผนก จำนวน 270 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบทดสอบ Test ความรู้ด้านประชาคมอาเซียน และแบบสอบถาม Questionnaire แรงจูงใจในการทำงานของพยาบาลวิชาชีพในประชาคมอาเซียน ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น และผ่านการตรวจความตรงตามเนื้อหา content validity จากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน และนำไปทดลองใช้ try out ได้ค่าความเชื่อมั่น reliability ทั้งฉบับเท่ากับ .92 และ .90 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สันและ chi-square ผลการวิจัยพบว่า ระดับแรงจูงใจในการทำงานของพยาบาลวิชาชีพในประชาคมอาเซียนอยู่ในระดับปานกลาง 2.85 โดย อายุ สถานภาพ ระดับรายได้ต่อเดือน สถานที่ปฏิบัติงาน ความสามารถในการใช้ภาษา ประสบการณ์ในการทำงาน และการรับรู้ข่าวสารมีความสัมพันธ์กับความคิดเห็นต่อแรงจูงใจในการไปทำงานในประชาคมอาเซียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และความรู้ในเรื่องของประชาคมอาเซียนมีความสัมพันธ์กันในทางบวกกับความคิดเห็นต่อแรงจูงใจในการทำงานในประชาคมอาเซียนในระดับปานกลาง r .153 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
2556 - การรับรู้ของนักศึกษาพยาบาลวิทยาลัยพยาบาลกองทัพบกที่มีต่อการดูแลผู้สูงอายุก่อนการศึกษาวิชาการพยาบาลผู้สูงอายุ
บทคัดย่อ :
2556 - การคัดกรองปัจจัยเสี่ยง ความรู้ และความตระหนักในการป้องกันการเจ็บป่วยจากความร้อนจากการฝึกของทหารกองประจำการ
บทคัดย่อ : บทคัดย่อ การคัดกรองปัจจัยเสี่ยง ความรู้ และความตระหนักในการป้องกันการเจ็บป่วยจากความร้อนจากการฝึกของทหารกองประจำการ วาสนา นัยพัฒน์* มัลลิกา ลิ้มจิตกร** พัฑฒิดา สุภีสุทธิ์*** ศิริวรรณ เผ่าจินดา**** *พ.อ.หญิง อจ. หน. ภาควิชาการพยาบาลกุมารเวชศาสตร์ กองการศึกษา วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก **พ.อ.หญิง อดีต หน. แผนกอาชีวะและพยาบาลอนามัย กองส่งเสริมสุขภาพและเวชกรรมป้องกัน กรมแพทย์ทหารบก ***พ.ท.หญิง ประจำ สลก.ทบ. อดีตประจำแผนก พบ. กองส่งเสริมสุขภาพและเวชกรรมป้องกัน กรมแพทย์ทหารบก ****พ.ท.หญิง หน่วยตรวจโรคที่ 7 กองตรวจโรคผู้ป่วยนอก รพ.พระมงกุฎเกล้า ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------ ความเป็นมา กรมแพทย์ทหารบกตระหนักถึงความสำคัญของการป้องกันการเจ็บป่วยจากความร้อนจากการฝึกของทหารกองประจำการมาอย่างต่อเนื่อง จึงได้กำหนดนโยบายและมาตรการปฏิบัติที่เคร่งครัด เช่น ทำการคัดกรองปัจจัยเสี่ยงในทหารใหม่ทุกคน ให้ความรู้แก่ผู้ทำการฝึกและทหารใหม่ก่อนการทำการฝึก อย่างไรก็ตามยังไม่มีการสำรวจความรู้และความตระหนักของทหารใหม่ในการป้องกันการเจ็บป่วยจากความร้อนจากการฝึกและยังไม่มีแบบวัดเพื่อการดังกล่าว ผลการวิจัยครั้งนี้จะช่วยเพิ่มความตระหนักในการเผ้าระวังการเจ็บป่วยจากความร้อนจากการฝึกที่ยังพบว่ามีอัตราป่วยตายของทหารใหม่ วัตถุประสงค์: เพื่อคัดกรองปัจจัยเสี่ยง สำรวจและเปรียบเทียบความรู้ และความตระหนักในการป้องกันการเจ็บป่วยจากความร้อนจากการฝึกของทหารกองประจำการที่มีระดับปัจจัยเสี่ยงต่างกัน รูปแบบการวิจัย: การวิจัยเชิงบรรยายแบบภาคตัดขวาง Cross Sectional Descriptive study วิธีการศึกษา: ก่อนการอบรมและการฝึกทหารของทหารกองประจำการผลัดที่ 1 ประจำปี 2556 จำนวน 556 นาย ร้อยละ 100 จากหน่วยฝึกทหารใหม่แห่งหนึ่ง ได้รับการคัดกรองปัจจัยเสี่ยง โดยใช้ แบบคัดกรองปัจจัยเสี่ยงของกรมแพทย์ทหารบก มีทหารใหม่ที่อ่านออกเขียนได้จำนวน 536 คน ร้อยละ 96.40 สมัครใจตอบแบบวัดความรู้และแบบวัดความตระหนักในการป้องกันการเจ็บป่วยจากความร้อนที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นที่ได้ทดลองใช้ มีค่าความเที่ยงเท่ากับ .79 และ .77 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติบรรยายและ t-test ผลการวิจัย: ทหารกองประจำการส่วนใหญ่ ร้อยละ 85.97 478 คน มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดการเจ็บป่วยจากความร้อนจากการฝึกอยู่ในระดับสูง รองลงมาร้อยละ 13.31 74 คน มีปัจจัยเสี่ยงอยู่ในระดับปานกลาง และร้อยละ 0.72 4 คน มีความเสี่ยงอยู่ในระดับต่ำ ทหารกองประจำการ มีคะแนนความรู้เฉลี่ยเท่ากับร้อยละ 57.35 ซึ่งอยู่ในระดับไม่ผ่านเกณฑ์ ต้องปรับปรุง โดยคะแนนความรู้สูงสุดเท่ากับร้อยละ 80 ผ่านเกณฑ์ คะแนนความรู้ต่ำสุดเท่ากับร้อยละ 12.5 ไม่ผ่านเกณฑ์ต้องปรับปรุงอย่างมาก และมีคะแนนความตระหนักเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 65.8 ทหารใหม่ที่มีระดับปัจจัยเสี่ยงต่างกันมีความรู้ในการป้องกันการเจ็บป่วยจากความร้อนจากการฝึกไม่แตกต่างกัน แต่มีความตระหนักแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยพบว่าทหารกองประจำการที่ปัจจัยเสี่ยงปานกลาง มีความตระหนักสูงกว่ากลุ่มที่มีปัจจัยเสี่ยงสูง สรุป: จากการที่ทหารใหม่มีความตระหนักอยู่ในระดับปานกลาง หน่วยฝึกและผู้ทำการฝึกทหารใหม่ควรมีการเฝ้าระวังการเกิดโรคลมร้อนด้วยการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านการฝึกของกรมแพทย์ทหารบกอย่างเคร่งครัด เช่น ด้านระยะเวลาการฝึก การพักที่เหมาะสม สิ่งแวดล้อมและการใช้ธงสัญลักษณ์ ความพร้อมในการช่วยเหลือได้ทันท่วงที นอกจากนี้ผู้วิจัยได้รายงานผลการคัดกรองและคะแนนการความรู้และความตระหนักให้หน่วยทราบ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการเพิ่มพูนความรู้และความตระหนักให้กับทหารใหม่ได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพต่อไป Keywords: ปัจจัยเสี่ยง ความรู้ ความตระหนัก การเจ็บป่วยจากความร้อน ทหารกองประจำการ
2556 - การประเมินหลักสูตรการพยาบาลเฉพาะทาง สาขาการบริหารการพยาบาลวิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก
บทคัดย่อ :
2556 - การประเมินหลักสูตรฝึกอบรมพยาบาลกู้ชีพ โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า
บทคัดย่อ : บทนำ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าตระหนักถึงความสำคัญในการช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉิน รวมทั้งมีการวางแผนจัดตั้งศูนย์บริการการแพทย์ฉุกเฉิน เพื่อให้ข้าราชการทหาร ครอบครัว ประชาชนทั่วไป ได้รับการดูแลรักษาอย่างรวดเร็ว มีความปลอดภัย ลดอัตราการตายและความพิการ ซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการเตรียมบุคลากรในการปฏิบัติงานให้มีคุณภาพและประสิทธิภาพเกี่ยวกับการแพทย์ฉุกเฉิน จึงได้จัดการอบรมหลักสูตรพยาบาลกู้ชีพ ระยะเวลา 40 ชั่วโมง ซึ่งได้รับการรับรองหลักสูตร จาก สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ ดังนั้นเพื่อให้หลักสูตรมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจึงควรมีการประเมินหลักสูตรและปรับปรุงให้สอดคล้องกับความต้องการและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป วัตถุประสงค์ เพื่อประเมินหลักสูตรในด้านปัจจัยนำเข้า กระบวนการอบรม และผลผลิตของหลักสูตร รูปแบบการวิจัย วิจัยเชิงประเมิน evaluation research วัสดุและวิธีการ ผู้เข้ารับการอบรมจำนวน 60 คน ตอบแบบสอบถามประเมินหลักสูตรแบบประมาณค่า 5 ระดับที่มีค่าความเชื่อมั่น .92 จากนั้นนำข้อมูลมาวิเคราะห์โดยใช้ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย ผู้เข้ารับการอบรมเป็นพยาบาลเพศหญิง 43 คน เพศชาย 17 คน ปัจจัยนำเข้าที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด ด้านผู้เข้ารับการอบรมพบว่าสมัครใจเข้ารับการอบรม 4.63 ด้านวิทยากรพบว่า มีคุณวุฒิและความสามารถ 4.67 ด้านสิ่งสนับสนุนการเรียนรู้พบว่า อุปกรณ์และเครื่องช่วยฝึกมีเหมาะสม 4.42 สำหรับกระบวนการจัดอบรม พบว่า รูปแบบการจัดการอบรมเหมาะสมมีค่าเฉลี่ยมากที่สุด 4.37 ความเหมาะสมของเนื้อหาภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติเรื่องการประเมินสภาพผู้บาดเจ็บ มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด 4.60 และ 4.55 ตามลำดับ สำหรับผลผลิตจากการอบรม เมื่อเปรียบเทียบความรู้ก่อนและหลังเข้ารับการอบรม พบว่า ได้รับความรู้เรื่องการดูแลและจัดการทางเดินหายใจมากที่สุด 4.42 เรื่องการปฏิบัติการดูแลหญิงตั้งครรภ์และเด็กน้อยที่สุด 3.98 บทวิจารณ์และสรุป การประเมินหลักสูตรโดยรวมอยู่ในระดับดี เป็นหลักสูตรที่มีความสำคัญมาก เพราะพยาบาลกู้ชีพจะเป็นกลไกหนึ่งที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาระบบการบริการการแพทย์ฉุกเฉิน ทำให้การดูแลผู้ป่วยฉุกเฉินเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น แต่อย่างไรก็ตามผู้เข้ารับการอบรมได้เสนอแนะเพิ่มระยะเวลาในการอบรมและพิจารณาทบทวนเกี่ยวกับการปฏิบัติการดูแลหญิงตั้งครรภ์และเด็ก ทั้งนี้ผู้รับผิดชอบหลักสูตรควรนำมาเป็นแนวทางในการพัฒนาปรับปรุงเพื่อให้หลักสูตรสอดคล้องกับความต้องการของสังคมและทำให้ผู้เข้ารับการอบรมปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
2556 - ศึกษารูปแบบการพัฒนาทุนทางจิตวิทยาเชิงบวกของพยาบาลวิชาชีพสังกัดกระทรวงกลาโหม
บทคัดย่อ :
2556 - การพัฒนารูปแบบการเฝ้าระวังและติดตามปัญหายาเสพติดในชุมชนบ้านพัก
บทคัดย่อ :
2556 - หุ่นตัดสายสะดือ
บทคัดย่อ :
2556 - หุ่นจำลองช่วยฝึกหายใจทางปากและใส่สายยางทางจมูกเข้าไปในกระเพาะอาหาร
บทคัดย่อ :
2556 - ;วิจัยประเมินโครงการ: ส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน
บทคัดย่อ :
2556 - การพัฒนาศักยภาพแกนนำนักศึกษาพยาบาลด้านความรู้ ทัศนคติต่อบุหรี่ และทักษะการให้คำปรึกษาเรื่องการเลิกบุหรี่ในชุมชน
บทคัดย่อ :
2556 - ความสัมพันธ์ระหว่างผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกับความพร้อมในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนของนักเรียนพยาบาล วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก
บทคัดย่อ : งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกับความพร้อมในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ของนักเรียนพยาบาลวิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก 4 ด้านได้แก่ด้านภาษาและการสื่อสาร ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ด้านภาวะความเป็นผู้นำ และด้านวิชาชีพการพยาบาล ประชากรที่ศึกษาเป็นนักเรียนพยาบาล วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก ชั้นปีที่ 2 3 และ 4 ที่กำลังศึกษาในปีการศึกษา 2555 จำนวน 273 คน สุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น Stratified Random Sampling ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 220 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น และผ่านการตรวจความตรงตามเนื้อหา content validity จากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน และนำไปทดลองใช้ try out ได้ค่าความเชื่อมั่น reliability ทั้งฉบับเท่ากับ 0.94 และรายด้าน เท่ากับ 0.88 0.88 0.88 และ 0.91 ตามลำดับ ผู้วิจัยส่งแบบสอบถามและเก็บคืนด้วยตนเอง ได้รับแบบสอบถามคืนมาจำนวน 220 ฉบับ คิดเป็นร้อยละ 100 วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และหาความสัมพันธ์โดยวิธีการหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน Pearson’s Product Moment Correlation Coefficient ผลการวิจัยพบว่าความพร้อมในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนของนักเรียนพยาบาล วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบกโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง x3.15 S.D.0.71 เมื่อพิจารณารายด้านพบว่าด้านเทคโนโลยีสารสนเทศมีคะแนนสูงสุด อยู่ในระดับมาก 3.99 S.D.0.40 รองลงมาคือ ด้านภาวะความ เป็นผู้นำ คะแนนอยู่ในระดับมาก 3.55 S.D.0.17 ด้านวิชาชีพการพยาบาล คะแนนอยู่ในระดับปานกลาง x2.91 S.D.0.65 และด้านที่มีคะแนนต่ำสุดคือ ด้านภาษาและการสื่อสาร คะแนนอยู่ในระดับปานกลาง 2.57 S.D.0.52 และพบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนพยาบาล วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก มีความสัมพันธ์กับความพร้อมในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ.05
2556 - ภาวะจิตสังคมของผู้ป่วยโรคหัวใจ
บทคัดย่อ :
2556 - การสังเคราะห์งานวิจัยของวิทยาลัยพยาบาลกองทัพบกช่วงปี พ.ศ.๒๕๕๑-๒๕๕๔
บทคัดย่อ : บทคัดย่อ การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1 ศึกษาคุณลักษณะของงานวิจัยและคุณภาพของงานวิจัย และ 2 สังเคราะห์งานวิจัยของ วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก กลุ่มตัวอย่างเลือกแบบเจาะจง ได้แก่ รายงานการวิจัยของวิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก ที่ได้รับทุน สนับสนุนการวิจัยในช่วงปี พ.ศ. 2551 - 2555 จำนวน 42 เรื่อง เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัยนี้มี 2 ชุด คือ แบบบันทึกคุณลักษณะงาน วิจัย และแบบประเมินคุณภาพงานวิจัย ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นแบบความสอดคล้องภายในของผู้ให้คะแนน intra - rater reliability และระหว่างผู้ให้คะแนน inter - rater reliability โดยคำนวณเป็นค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สันเท่ากับ 0.804 - 0.903 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงบรรยาย และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยด้านคุณลักษณะงานวิจัย พบว่า ส่วนใหญ่เป็นงานวิจัยเชิงสำรวจ ร้อยละ 78.6 ใช้วิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่าง แบบเจาะจง รอ้ ยละ 66.7 กลมุ่ ตวั อยา่ งสว่ นใหญเ่ ปน็ อาจารยแ์ ละนกั เรียนพยาบาล รอ้ ยละ 42.9 ประเภทเครือ่ งมอื เปน็ แบบสอบถาม ร้อยละ 50.0 ใช้สถิติเชิงบรรยาย ร้อยละ 92.9 ส่วนสถิติทดสอบใช้แบบ t - test มากที่สุด ร้อยละ 23.8 ด้านคุณภาพงานวิจัย ในภาพรวมมีคุณภาพอยู่ในระดับดีมาก 3.59 S.D. 0.41 จากคะแนนเต็ม 4 ผลการสังเคราะห์ข้อค้นพบจำแนกได้เป็น 4 หมวด คือ คุณลักษณะผู้เรียนและบัณฑิตหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอนคุณภาพชีวิตและการทำงานของบุคลากรและ ภาวะสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพ ข้อสรุปที่ได้จากการสังเคราะห์สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางกำหนดนโยบายและทิศทาง ในการพัฒนางานวิจัยของวิทยาลัยพยาบาลกองทัพบกต่อไป คำสำคัญ : การสังเคราะห์ รายงานการวิจัย วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก Abstract The purposes of this research were : 1 to study the characteristics and quality of the research reports and 2 to synthesize the research reports of the Royal Thai Army Nursing College. The sample was the research reports which granted funding during 2008 - 2012. The research tools used in the research were the characteristic of the research recording form and the quality of the research evaluation form with inter - rater reliability and intra - rater reliability calculated by using Pearson correlation coefficients 0.804 - 0.903.The data analysis used descriptive statistics and content analysis. The result reveal that most of the researches used survey method 66.7% selected sampling by using purposive method 42.9% most sample were nursing instructors and nursing students 42.9% most of instruments were questionnaires 50.0% used descriptive statistics 92.9% the most used inference statistics was t - test 23.8% the overall quality of the research was in the highest level 3.59 S.D. 0.41 . The synthesis of research findings were categorized as; the characteristics of students curriculum and teaching learning arrangement quality of life and work of personnel and health status and health behaviors. The results from the synthesis can be used as guidance for policy and direction for research development of the Royal Thai Army Nursing College in further. Keywords : Synthesis research reports The Royal Thai Army Nursing College.
2555 - ผลของการสอนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่มาใช้สอนเสริมต่อความรู้ ความมั่นใจ และการปฏิบัติการพยาบาลมารดาเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ของนักเรียนพยาบาลวิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก
บทคัดย่อ : การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการสอนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ต่อความรู้ สมรรถนะแห่งตนและการปฏิบัติการพยาบาลมารดาเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ของนักเรียนพยาบาลวิยาลัยพยาบาลกองทัพบก โดยเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มที่ได้รับการสอนเสริมในเรื่องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ตามหลักสูตรของคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กับกลุ่มที่ได้รับบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน CAI ไปศึกาด้วยตนเอง โดยใช้รูปแบบการวิจัยกึ่งทดลอง Quasi Experimental Research กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนพยาบาล วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก ชั้นปีที่ 3 จำนวน 78 คน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมจำนวน กลุ่มละ 39 คน โดยใช้การจับคู่เข้ากลุ่ม พิจารณาจากคะแนนเฉลี่ยสะสม จากปีการศึกษา 2554 เครื่องมือที่ใช้ 1 แบบวัดความรู้ ในเรื่องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ 2 แบบวัดสมรรถนะแห่งตน 3 แบบประเมินการปฏิบัติการพยาบาลมารดาหลังคลอดที่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ในกลุ่มทดลอง คณะผู้วิจัย ดำเนินการสอน เรื่องการเลี้ยงลูกด้วยแม่ ในประเด็นหลักทั้งทางด้านทฤษฏีและปฏิบัติ จำนวน 5 ชั่วโมง และมอบบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ของคณะพยาบาลศาสตร์ ม.มหิดล ให้แก่ทั้งกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ภายหลังสิ้นสุดการเก็บประสบการณ์การทำคลอด วิเคราะห์ข้อมูลโดยการเปรียบเทียบคะแนนความรู้ และสมรรถนะแห่งตน ก่อนและหลังการทดลอง ของกลุ่มตัวอย่าง โดยวิธี Pair t-test เปรียบเทียบคะแนนความรู้ สมรรถนะแห่งตรและการปฏิบัติการพยาบาลมารดาเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ระหว่างกลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุม โดยวิธี Independent t-test ผลการวิจัย พบว่า กลุ่มทดลองมีคะแนนความรู้เรื่องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ และคะแนนสมรรถนะแห่งตนในการพยาบาลมารดาเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ก่อนและหลังการทดลอง แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนกลุ่มควบคุม มีคะแนนความรู้เรื่องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ก่อนและหลังการทดลอง แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ แต่คะแนนสมรรถนะแห่งตนในการพยาบาลมารดาเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ก่อนและหลังการทดลอง แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มภายหลังการทดลอง พบว่า กลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุมมีคะแนนความรู้สมรรถนะแห่งตนในการพยาบาลมารดาเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ และคะแนนการปฏิบัติการพยาบาลมารดาเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
2555 - การประเมินความเครียดของผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ในแผนกโรคติดเชื้อ กองอายุ-รกรรม โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า
บทคัดย่อ : การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความเครียด และวิธีการเผชิญความเครียดของผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ รูปแบบการวิจัยเป็นการศึกษาวิจัยเชิงสำรวจ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ที่เข้ารับการรักษาแผนกโรคติดเชื้อกองอายุรกรรม โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ในช่วงเดือน พฤศจิกายน ถึง มกราคม 2556 จำนวน 246 คน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบวัดความเครียด และแบบสอบถามวิธีการเผชิญกับความเครียด 7 ด้าน ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีระดับความเครียดมาก คิดเป็นร้อยละ 57.72 รองลงมามีความเครียดเล็กน้อย คิดเป็นร้อยละ 34.55 วิธีการเผชิญความเครียดด้านการแก้ไขปัญหาใช้วิธีลดหรือขจัดความเครียดโดยพยายามปรับตนเองให้เข้ากับสถานการณ์หรือพยายามปรับเปลี่ยนสถานการณ์ใหม่แบบใช้บ่อยคิดเป็นร้อยละ 55.28 ด้านการยอมรับ ใช้วิธีไม่ทำอะไรปล่อยให้เป็นเรื่องของโชคชะตา แบบใช้บ้างมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 49.19 ด้านการแสวงหาแหล่งสนับสนุนทางสังคม ใช้ทำบุญตักบาตร/ทำบุญทางศาสนา ไปวัด ฟังเทศน์สนทนาธรรม/ไปโบสถ์/ไปสุเหร่าแบบใช้บ่อยมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 44.31 ด้านการหลีกหนี ใช้วิธีลดหรือขจัดความเครียดโดยนอนหลับมากกว่าปกติแบบใช้บ้างมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 59.76 ด้านการต่อต้าน ใช้วิธีพูดคุยเรื่องตลกขบขันหรือแสดงอาการรื่นเริงเพื่อกลบเกลื่อนความไม่สบายใจแบบใช้บ้างมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 48.78 ด้านการผ่อนคลายความเครียด ใช้รับประทานอาหารน้อยลงหรือเพิ่มขึ้นแบบใช้บ้างมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 54.88 จากผลการวิจัยชี้ให้เห็นถึงผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ มีระดับความเครียดมาก เจ้าหน้าที่ทีมสุขภาพจำเป็นต้องให้คำปรึกษา รวมทั้งกระตุ้นให้ผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ เพิ่มความตระหนักรู้ในตนเอง ใช้วิธีการเผชิญปัญหาที่มุ่งแก้ไขปัญหา มองตนเองในแง่บวกมากขึ้น เพื่อช่วยให้จัดการกับความเครียดได้
2555 - รูปแบบการพัฒนานักเรียนพยาบาลกองทัพบกให้เป็นผู้นำการสร้างเสริมสุขภาพ ด้านการออกกำลังกาย การบริโภคอาหาร และการจัดการความเครียด
บทคัดย่อ : รูปแบบการพัฒนานักเรียนพยาบาลกองทัพบกให้เป็นผู้นำการสร้างเสริมสุขภาพ ด้านการออกกำลังกาย การบริโภคอาหาร และการจัดการความเครียด จำนวน 60 คน ที่มีความสมัครใจในการเข้าร่วมโครงการระหว่างเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2552 ถึงเดือนเมษายน พ.ศ. 2553 ซึ่งทุกขั้นตอนของกระบวนการวิจัย ให้นักเรียนพยาบาลร่วมกันทำงานเป็นกลุ่ม เรียนรู้ปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของตนเอง ต่อครอบครัว และชุมชน เพื่อให้เกิดพลังในการร่วมคิด ร่วมวิเคราะห์ ร่วมแก้ปัญหา โดยที่ครูพยาบาลผู้เป็นนักวิจัยเป็นพี่เลี้ยง Facilitator ช่วยเหลือด้านวิชาการ และประสานงานกับหน่วยงานของรัฐหรือองค์กรพัฒนาเอกชนที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ตามความจำเป็นการศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อค้นหารูปแบบการพัฒนานักเรียนพยาบาลกองทัพบกให้เป็นผู้นำการสร้างเสริมสุขภาพด้านการออกกำลังกาย การบริโภคอาหาร และการจัดการความเครียด โดยใช้กระบวนการวิจัยและพัฒนาแบบมีส่วนร่วม Participatory Action Research ซึ่งกลุ่มตัวอย่างเลือกแบบเฉพาะเจาะจง purposive sampling คือ นักเรียนพยาบาลชั้นปีที่ 2 หลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต ปีการศึกษา 2552 สุขภาพ Health Enabling และ การสกัด หมายถึง การที่คนในชุมชน สังคม Society ตระหนักรู้ถึงความสำคัญของการสร้างเสริมสุขภาพ และช่วยขจัดสิ่งเร้าที่ไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพซึ่งมีอยู่ในชุมชน หลัก “สะกด สะกิด สกัด” ใช้เป็นเครื่องมือระหว่างทีมครูพยาบาลผู้ที่เป็นพี่เลี้ยงกับแกนนำนักเรียนพยาบาลให้ปฏิบัติร่วมกัน ทำให้การสื่อสารมีพลัง ง่ายต่อความเข้าใจ และมีความหมายทางจิตใจ ทำให้ได้รูปแบบการพัฒนาแกนนำนักเรียนพยาบาลกองทัพบกผู้นำการสร้างเสริมสุขภาพ 5 ข้อ ดังนี้ ผลการศึกษาวิจัยในครั้งนี้ใช้หลัก “สะกด สะกิด สกัด” สะกด คือ การควบคุมตนเอง Self Regulation การสะกิด คือการใช้กลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อน Self Help Group โดยให้เพื่อนเป็นที่พึ่งพาอาศัยกันเป็นการเสริมแรงทาง 1. การจัดกิจกรรม เพื่อสร้างสัมพันธ์ เป็นภารกิจแรกของการค้นหารูปแบบการพัฒนาแกนนำนักเรียนพยาบาลกองทัพบกผู้นำการสร้างเสริมสุขภาพ โดยเริ่มจากการสร้างทีมงานที่มีความเข้าใจกันฉันท์มิตร สร้างบรรยากาศแห่งการร่วมงานที่เอื้ออาทร ส่งผลต่อการคิดริเริ่ม และการคิดทางบวกโดยผ่านกิจกรรมด้านการออกกำลังกาย การบริโภค และการจัดการความเครียด2. ค้นหาแกนนำสร้างเสริมสุขภาพ เพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่กลุ่มสมาชิกเครือข่ายอื่นๆ เป็นที่ยอมรับและเชื่อถือจากคนภายนอก เป็นสิ่งจูงใจที่ทำให้คนภายนอกอยากเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมของเครือข่ายมากขึ้น ดังนั้นเริ่มแรกแกนนำสร้างเสริมสุขภาพต้องเกิดจากความสมัครใจ มีใจรักเข้า กลุ่มสูง มีการสื่อสารทั่วถึงและโปร่งใส มีความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างสมาชิก ใช้กระบวนการการตัดสินใจแบบให้ทุกคนมีส่วนร่วม เคารพความคิดเห็นซึ่งกันและกัน 3.      สานต่อการเรียนรู้ เพื่อการพัฒนาแกนนำนักเรียนพยาบาลกองทัพบกให้เป็นผู้นำการสร้างเสริมสุขภาพ ต้องเริ่มจากการสร้างนักเรียนพยาบาลให้เกิดการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริงในชุมชน โดยจัดกิจกรรม 3 กลุ่มย่อย ดังนี้ ด้านออกกำลังกาย จัดกิจกรรม “แอโรบิครำไทย” ด้านการบริโภค จัดกิจกรรม “สุขภาพดี......วันละมื้อ” และด้านการจัดการความเครียด จัดกิจกรรม “หัวเราะเพื่อสุขภาพ” 4.      พัฒนาแกนนำอย่างต่อเนื่อง เน้นให้แกนนำนักเรียนพยาบาลมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา และการเผชิญปัญหาร่วมกัน เน้นกระบวนการดำเนินงานเน้นการมีส่วนร่วมแบบเป็นหุ้นส่วน 5.      ครูพยาบาลพี่เลี้ยงเสริมพลังเพื่อสร้างผู้นำรุ่นใหม่ โดยสนับสนุนการเรียนรู้โดยใช้เวทีประชาคม ที่ใช้หลักอริยสัจ 4 เป็นเครื่องมือวิเคราะห์ปัญหา กำหนดเป้าหมายทิศทาง เสนอทางเลือก ดำเนินงานโดยมีแผนงานโครงการ และกิจกรรมรวมถึงการสรุปบทเรียนอย่างต่อเนื่องสมาชิกจนนำไปสู่การพัฒนาเครือข่ายและรูปแบบการพัฒนาแกนนำนักศึกษาพยาบาลผู้นำการสร้างเสริมสุขภาพของวิทยาลัยพยาบาลกองทัพบกได้อย่างยั่งยืน เป็นขั้นตอนจนสามารถสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง มีความเป็นอิสระ เท่าเทียมกันภายใต้พื้นฐานของความเคารพสิทธิ เชื่อถือ เอื้ออาทรซึ่งกัน ทำให้เกิดเป็นความผูกพันระหว่างการพัฒนาแกนนำนักเรียนพยาบาลกองทัพบกให้เป็นผู้นำการสร้างเสริมสุขภาพต้องให้นักเรียนพยาบาลมีส่วนร่วมตัดสินใจ ร่วมคิด ร่วมสานฝัน ร่วมแก้ไขปัญหา โดยทีมครูพยาบาลพี่เลี้ยงเป็นผู้สนับสนุนการเรียนรู้จากประสบการณ์ในสถานการณ์จริง การปฏิบัติจริงในชุมชน และนำผลที่ได้มาประยุกต์สร้างแกนนำนักเรียนพยาบาลให้เป็นผู้นำการสร้างเสริมสุขภาพด้านการออกกำลังกาย การบริโภคอาหาร และการจัดการความเครียด โดยมีบุคลากรด้านสุขภาพ และกลุ่มต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในการส่งเสริมสนับสนุน เพื่อพัฒนาศักยภาพนักเรียนพยาบาลในรูปแบบต่างๆ ซึ่งกระบวนการเรียนรู้ต้องสัมพันธ์กันด้วยใจ ตั้งใจเรียนรู้ร่วมกัน ร่วมกับการชี้แนะที่ดี ดำเนินงาน
2555 - ความรู้ ความตระหนัก และพฤติกรรมการช่วยลดภาวะโลกร้อนของนักเรียนพยาบาล วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก
บทคัดย่อ : ในสภาวการณ์ปัจจุบันผลกระทบจาก “ภาวะโลกร้อน” เป็นสิ่งที่ต้องตระหนักถึงและให้ความสำคัญทั่วโลก เพราะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อมวลมนุษยชาติ วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก ตระหนักถึงความสำคัญของแนวทางปฏิบัติเพื่อโลกสีเขียว Green world ที่ช่วยเสริมสร้างพฤติกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จึงจัดกิจกรรมต่างๆ ภายในวิทยาลัยฯ อาทิ เช่นโครงการแยกขยะและโครงการทูตน้ำทูตไฟ เป็นต้น แต่โครงการดังกล่าวได้รับความร่วมมือในการปฏิบัติจากนักเรียนพยาบาลในระดับหนึ่ง การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1 ศึกษาความรู้ ความตระหนัก และพฤติกรรมการช่วยลดภาวะโลกร้อนของนักเรียนพยาบาล 2 ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความรู้ ความตระหนัก และพฤติกรรมการช่วยลดภาวะโลกร้อน 3 เปรียบเทียบความรู้ ความตระหนัก และพฤติกรรมการช่วยลดภาวะโลกร้อนของนักเรียนพยาบาลแต่ละชั้นปี และ 4 ศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนพยาบาลต่อการจัดโครงการช่วยลดภาวะโลกร้อนภายในวิทยาลัยฯ กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนพยาบาลชั้นปีที่ 1 2 3 และ 4 จำนวน 194 คน ที่ได้มาโดยการสุ่มอย่างเป็นระบบจากจำนวนทั้งหมด 394 คน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบวัดความรู้ ความตระหนัก และพฤติกรรม และแบบสอบถามความคิดเห็นฯ รวมจำนวน 96 ข้อ ตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่านและนำไปทดลองใช้มีค่าความเที่ยงเท่ากับ .70 .70 .82 และ .87 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติบรรยาย ANOVA และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการวิจัย พบว่า นักเรียนพยาบาลมีความรู้เกี่ยวกับภาวะโลกร้อนอยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 64.4 X19.32 SD3.04 มีความตระหนักอยู่ในระดับสูง X3.99 SD0.87 และมีพฤติกรรมการช่วยลดภาวะโลกร้อนอยู่ในระดับสูง X3.69 SD0.96 ความรู้ ความตระหนัก และพฤติกรรมการช่วยลดภาวะโลกร้อนมีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .01 นักเรียนพยาบาลชั้นปีที่ 4 มีความรู้ และพฤติกรรมเกี่ยวกับภาวะโลกร้อน สูงกว่านักเรียนพยาบาลชั้นปีที่ 1 ชั้นปีที่ 2 และชั้นปีที่ 3 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 อย่างไรก็ตามนักเรียนพยาบาลแต่ละชั้นปีมีความตระหนักต่อภาวะโลกร้อนไม่แตกต่างกัน และนักเรียนพยาบาลส่วนใหญ่เต็มใจที่จะมีส่วนร่วมในการจัดโครงการฯ โดยมีคะแนนความคิดเห็นเฉลี่ยอยู่ในระดับสูง X4.19 SD 0.46 กล่าวโดยสรุป นักเรียนพยาบาลมีความรู้เกี่ยวกับภาวะโลกร้อนในระดับปานกลาง จึงควรเพิ่มพูนความรู้ของนักเรียนพยาบาลด้วยวิธีการต่างๆ ส่วนด้านความตระหนักและพฤติกรรมนั้น พบว่าอยู่ในระดับสูง วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบกจึงควรใช้จุดเด่นนี้ในการผลักดันโครงการต่างๆ สู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมโดยการให้นักเรียนริเริ่มโครงการในชีวิตประจำวันตามความสนใจของตนต่อไป
2555 - ความจำเป็นขั้นพื้นฐานและสภาวะสุขภาพอนามัยของประชาชนในเขตพื้นที่ตำบลหนองสาหร่าย อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา
บทคัดย่อ : ความจำเป็นขั้นพื้นฐาน จปฐ เป็นเครื่องชี้วัดคุณภาพชีวิตมาตรฐานขั้นต่ำของคนไทยและเป็นเครื่องมือส่งเสริมให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนโดยการแก้ปัญหาด้วยตนเอง การศึกษาข้อมูลของชุมชนโดยใช้ความจำเป็นขั้นพื้นฐานจึงเป็นประโยชน์ต่อบุคลากรทีมสุขภาพในการแก้ไขปัญหาชุมชน การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาเพื่อสำรวจคุณภาพชีวิตตามความจำเป็นขั้นพื้นฐานและสภาวะสุขภาพอนามัยของประชาชน กลุ่มตัวอย่างเป็นครัวเรือนในชุมชนบ้านเอื้ออาทรหนองสาหร่ายและชุมชนบ้านหลักเขตตำบลหนองสาหร่าย อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา จำนวน 166 ครัวเรือนโดยสุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสำรวจความจำเป็นพื้นฐานปี 2555-2559 และแบบประเมินสภาวะสุขภาพอนามัยของประชาชน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าความถี่และร้อยละ ผลการวิจัย พบว่าความจำเป็นขั้นพื้นฐานของประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่ผ่านเกณฑ์ทุกหมวดโดยในหมวดที่ 1 สุขภาพดีพบว่า ตัวชี้วัดที่มีจำนวนครัวเรือนผ่านเกณฑ์น้อยที่สุด ได้แก่ คนอายุ 6 ปีขึ้นไป ออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 วันๆละ 30 นาที ปฏิบัติได้เพียงร้อยละ 39.2 คนในครัวเรือนปฏิบัติเกี่ยวกับการใช้ยาครบเพื่อบำบัดบรรเทาอาการเจ็บป่วยเบื้องต้นอย่างเหมาะสมร้อยละ60.8 ทุกคนในครัวเรือนกินอาหารถูกสุขลักษณะ ปลอดภัยและได้มาตรฐานผ่านเกณฑ์การปฏิบัติครบทั้ง4 เรื่องร้อยละ 79.5 หมวดที่ 2 มีบ้านอาศัย ส่วนใหญ่มีปัญหาครัวเรือนไม่ถูกรบกวนจากมลพิษผ่านเกณฑ์เพียงร้อยละ 72.9 หมวดที่ 3 ฝักใฝ่การศึกษา เด็กอายุ 6-14 ปี ได้รับการศึกษาภาคบังคับ 9 ปี ผ่านเกณฑ์ ร้อยละ 39.1 หมวดที่ 4 รายได้ก้าวหน้า คนอายุ 60 ปีเต็มขึ้นไป มีอาชีพและมีรายได้ผ่านเกณฑ์ ร้อยละ 50 หมวดที่ 5 ปลูกฝังค่านิยมไทย ปัญหาในเรื่องคนในครัวเรือนไม่สูบบุหรี่และมีส่วนร่วมทำกิจกรรมสาธารณะเพื่อประโยชน์ของชุมชน/ท้องถิ่น ปฏิบัติได้เพียงร้อยละ 63.9 และ 72.3 ตามลำดับ สภาวะสุขภาพอนามัยของประชาชนอายุ 15 ปีขึ้นไป พบว่า ร้อยละ 43.9 มีสุขภาพแข็งแรงดี ปัญหาการเจ็บป่วยมีอาการปวดข้อ ปวดเข่า ปวดหลังร้อยละ 33.1 ความดันโลหิตสูงร้อยละ 17.5 โรคกระเพาะอาหารร้อยละ 16.9 การเจ็บป่วยในผู้สูงอายุส่วนใหญ่เป็นโรคความดันโลหิตสูงร้อยละ 74.5 มีประวัติหกล้ม ร้อยละ 22.2 และพบปัญหาการจัดสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยให้กับผู้สูงอายุยังไม่ถูกสุขลักษณะร้อยละ 85 คุณภาพชีวิตตามความจำเป็นขั้นพื้นฐานของประชาชนในอำเภอปากช่องยังต้องได้รับการปรับปรุงแก้ไขและมีการติดตามประเมินผลตัวชี้วัดต่างๆที่ยังไม่ผ่านเกณฑ์ บุคลากรทีมสุขภาพสามารถใช้ข้อมูลในการวางแผนปฏิบัติการเพื่อปรับปรุงคุณภาพชีวิตของประชาชน
2555 - การพัฒนาแบบบันทึกทางการพยาบาลหอผู้ป่วยเด็กอาการหนักโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า
บทคัดย่อ : บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแบบบันทึกทางการพยาบาล หอผู้ป่วยเด็กอาการหนัก โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า และศึกษาความพึงพอใจของผู้ใช้แบบบันทึกทางการพยาบาลที่พัฒนาขึ้น ขั้นตอนการวิจัยมี 1 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การพัฒนาแบบบันทึกทางการพยาบาล สำหรับผู้ป่วยเด็ก หอผู้ป่วยอาการหนัก และระยะที่ 2 การศึกษาความพึงพอใจของผู้ใช้แบบบันทึกทางการพยาบาลที่พัฒนาขึ้น โดยนำแบบบันทึกทางการพยาบาลไปทดลองใช้ในหอผู้ป่วยเด็กอาการหนัก โดยพยาบาลวิชาชีพ จำนวน 16 คนและกุมารแพทย์ 1 คน เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ความต้องการชนิดของข้อมูลในการบันทึกทางการพยาบาล แบบสอบถามความพึงพอใจต่อแบบบันทึกทางการพยาบาล และแบบตรวจสอบความสมบูรณ์ของแบบบันทึกทางการพยาบาล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ และค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยสรุปได้ ดังนี้ 1. แบบบันทึกทางการพยาบาลพัฒนาขึ้นโดยใช้กระบวนการพยาบาลและทฤษฎีการปรับตัวของรอย ประกอบด้วย 5 ส่วน คือ Pediatric database Nursing daily care plan part I: Assessment and problem list Nursing daily care plan part II: Pediatric critical form Nursing daily care plan part III: Nursing progress note และ Patient discharge summary 2. ผลของการใช้แบบบันทึกทางการพยาบาล พบว่า ค่าเฉลี่ยความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง 3.71 S.D.0.53 โดยความพึงพอใจต่อการบันทึกข้อมูลในแบบบันทึกทางการพยาบาลส่วนที่ 4 Nursing Daily Care Plan Part III: Nursing Progress Note มีค่าเฉลี่ยสูงสุด 4.18 S.D.0.64 และความพึงพอใจต่อการใช้เวลาในการบันทึกแบบบันทึกทางการพยาบาลมีค่าเฉลี่ยต่ำสุด 2.81 S.D.0.81 แบบบันทึกทางการพยาบาลที่พัฒนาขึ้นสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการสื่อสารกันในทีมสุขภาพ และควรมีการปรับปรุงแบบบันทึกในหัวข้อการปรับตัวด้านอัตมโนทัศน์และการปรับตัวด้านบทบาทหน้าที่ในผู้ป่วยวัยทารกและเด็กเล็ก คำสำคัญ:แบบบันทึกทางการพยาบาล / ผู้ป่วยเด็ก / หอผู้ป่วยเด็กอาการหนัก Abstract This is a research and development study. The purposes are to develop a nursing documentation form for pediatric intensive care unit in Phramongkutklao hospital and to explore satisfaction of users utilizing the documentation form. There were two phases of the study: The first phase was to develop the nursing documentation form based on the context of pediatric intensive care units of Phramongkutklao hospital. The second phase was the application of the developed nursing documentation form in the pediatric intensive care units by sixteen registered nurses and one pediatrician. After the application the users’ satisfaction in using the documentation form was assessed. The research instruments consist of the interview to explore needed information in developing the nursing documentation form the questionnaire of satisfaction in using the nursing documentation form and the completeness of recording based on nursing documentation form checklist. Statistics analyzed data are percentage and standard deviation. The results showed that first the nursing documentation form developed by implementing nursing process and Roy’s Adaptation Theory includes five parts: Pediatric database Nursing daily care plan part I: Assessment and problem list; Nursing daily care plan part II: Pediatric critical form; Nursing daily care plan part III: Nursing progress note andPatient discharge summary. Second the usage of the nursing documentation form demonstrated that the mean of overall satisfaction was at a medium level 3.71 S.D . 0.53 . The satisfaction with recording in Part four; Nursing Daily Care Plan Part III: Nursing Progress Note had the highest score 4.18 S.D. 0.64 and the satisfaction with spending time recording had the lowest score 2.81 S.D. 0.81 . The developed nursing documentation form is a tool for communication in the health care team. For further study the self-concept mode and the role function mode in infants and young children patients should be improved. Keywords :Nursing documentation PediatricPatient Pediatric Intensive Care Unit
2555 - การพัฒนาตัวบ่งชี้และเกณฑ์การประเมินคุณภาพการศึกษาภายในระดับกองและภาควิชา กองการศึกษา วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก
บทคัดย่อ : บทคัดย่อ การวิจัยนี้มี มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1 ศึกษา คัดสรร และสร้างตัวบ่งชี้และเกณฑ์การประเมินคุณภาพการศึกษาภายใน ระดับกอง และภาควิชา ของกองการศึกษา วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก และ 2 ตรวจสอบคุณภาพของตัวบ่งชี้และเกณฑ์การประเมินคุณภาพการศึกษาภายใน ระดับกอง และภาควิชา ที่คัดสรรและสร้างขึ้น ในด้านความเหมาะสมและความเป็นไปได้ในการนำไปใช้ในการประเมินคุณภาพการศึกษาภายในของกองการศึกษา วิธีการดำเนินการวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม แบ่งเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 การศึกษา คัดสรร และสร้างตัวบ่งชี้และเกณฑ์การประเมินคุณภาพการศึกษาภายใน และระยะที่ 2 การตรวจสอบคุณภาพและการปรับปรุงคุณภาพของตัวบ่งชี้และเกณฑ์การประเมินคุณภาพการศึกษาภายในที่พัฒนาขึ้น ผู้เข้าร่วมในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ผู้บริหารและ อาจารย์ กองการศึกษา วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก จำนวนทั้งสิ้น 40 คน วิธีการเก็บรวบรวมใช้การศึกษาเอกสาร การสนทนากลุ่มผู้บริหาร การตรวจสอบคุณภาพโดยผู้เชี่ยวชาญ การสำรวจความคิดเห็นของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต่อร่างตัวบ่งชี้และเกณฑ์และการทดลองใช้ เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัยนี้มี 2 ชุดได้แก่ 1 แบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างสำหรับการสนทนากลุ่ม และ 2 แบบสำรวจความคิดเห็นต่อ ร่าง ตัวบ่งชี้และเกณฑ์การประเมินคุณภาพการศึกษาของกองการศึกษา การวิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาและการวิเคราะห์หาค่าดัชนีความคิดเห็นสอดคล้องตรงกัน ผลการศึกษาพบว่าผู้บริหารส่วนใหญ่มีความคิดเห็นว่ากองการศึกษาควรดำเนินการประกันคุณภาพการศึกษาภายในให้ครบถ้วนทั้ง 9 องค์ประกอบ ทั้งในระดับกอง และระดับภาควิชา โดยควรคัดสรรมาจากตัวบ่งชี้และเกณฑ์ในระดับวิทยาลัยและเห็นด้วยกับการนำเกณฑ์รับรองสถาบันของสภาการพยาบาลและตัวบ่งชี้ของการประกันคุณภาพหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอนของมาตรฐานคุณวุฒิระดับปริญญาตรีสาขาพยาบาลศาสตร์ มาใช้ในการสร้างเป็นตัวบ่งชี้และเกณฑ์การประเมินเพิ่มเติมให้สอดคล้องกับการดำเนินงานของกองการศึกษา ผลการคัดสรรและสร้างตัวบ่งชี้และเกณฑ์การประเมิน ประกอบด้วย 9 องค์ประกอบ ในระดับกองมี 34 ตัวบ่งชี้ และระดับภาควิชามี 24 ตัวบ่งชี้ ประกอบด้วยตัวบ่งชี้ประเภทกระบวนการมากที่สุด ในระดับกองคิดเป็นร้อยละ 58.92 และในระดับภาควิชา คิดเป็นร้อยละ 62.50 ส่วนที่มาของตัวบ่งชี้มาจากตัวบ่งชี้ระดับวิทยาลัยมากที่สุด ในระดับกอง คิดเป็นร้อยละ 70.58 และในระดับภาควิชา คิดเป็นร้อยละ 75.00 ผลการตรวจสอบคุณภาพของร่างตัวบ่งชี้และเกณฑ์การประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญ มีค่า IOCมากกว่า 0.70 ในทุกองค์ประกอบ ผลการสำรวจความคิดเห็นของผู้บริหารและอาจารย์พยาบาลต่อร่างตัวบ่งชี้และเกณฑ์การประเมินพบว่า ตัวบ่งชี้และเกณฑ์มาตรฐานส่วนใหญ่มีค่าดัชนีความคิดเห็นสอดคล้องตรงกันตั้งแต่ 0.5 หรือในระดับปานกลางขึ้นไป โดยตัวบ่งชี้ที่มีค่าดัชนีความเห็นสอดคล้องตรงกันสูงสุด ได้แก่ ระบบและกลไกการพัฒนางานวิจัยหรืองานสร้างสรรค์ ระบบและกลไกการวัดและประเมินผลการศึกษา และ ระบบและกลไกการพัฒนาสัมฤทธิผลการเรียนตามคุณลักษณะของบัณฑิต ส่วนตัวบ่งชี้และเกณฑ์มาตรฐานที่มีค่าดัชนีความเห็นสอดคล้องตรงกันต่ำที่สุด คือ เอกลักษณ์ตามจุดเน้น/จุดเด่น ได้รับการยอมรับในระดับชาติหรือนานาชาติ ผลการดำเนินงานตามจุดเน้น/ จุดเด่นเกิดผลกระทบที่เกิดประโยชน์และสร้าง คุณค่าต่อสังคม ผลการทดลองใช้ตัวบ่งชี้และเกณฑ์การประเมินคุณภาพ พบว่า ทั้งในระดับกองและภาควิชาสามารถเขียนรายงานและประเมินตนเองได้ในทุกตัวบ่งชี้ โดยมีค่าคะแนนการประเมินตนเองอยู่ระหว่าง 4-5 ในทุกตัวบ่งชี้ ส่วนการเปรียบเทียบผลการประเมินของคณะกรรมการประเมินฯ กับผลการประเมินตนเอง พบว่าในระดับกองมีความสอดคล้องกันคิดเป็นร้อยละ 94.28 ส่วนในระดับภาควิชา มีความสอดคล้องกันคิดเป็นร้อยละ 96.0 คำสำคัญ: ตัวบ่งชี้ เกณฑ์การประเมิน คุณภาพการศึกษาภายใน กองการศึกษา วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก
2555 - การพัฒนารูปแบบพยาบาลพี่เลี้ยง รพ.รร.6
บทคัดย่อ :
2555 - การพัฒนากิจกรรมพัฒนาสื่อการสอนหุ่นตรวจครรภ์ผิดปกติ
บทคัดย่อ :
2555 - The uses of Epidemiologic and public health approches for HIV/AIDS control among young men in the Royal Thai Army in Thailand
บทคัดย่อ :
2555 - Effects of motivational interviewing or an Education Video on Knowledge about HIV/AIDS Health Beliefs and Antiretroviral Medication Adherence among Asult Thais with HIV/AIDS
บทคัดย่อ :
2555 - ความพึงพอใจของบุคลากรวิทยาลัยพยาบาลกองทัพบกต่อการติดต่อสื่อสารภายในองค์กรทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์
บทคัดย่อ : การศึกษาความพึงพอใจของบุคลากรวิทยาลัยพยาบาลกองทัพบกต่อการติดต่อสื่อสารภายในองค์กรทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ เป็นการวิจัยเชิงบรรยาย Descriptive Research มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบความพึงพอใจของบุคลากรวิทยาลัยพยาบาลกองทัพบกต่อการติดต่อสื่อสารภายในองค์กรทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ใน 3 ด้านคือด้านการปฏิบัติงาน ด้านสัมพันธภาพ และด้านทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ประชากรที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วยข้าราชการวิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก ที่ใช้การติดต่อสื่อสารภายในองค์กรทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ จำนวน 95 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นประกอบด้วย 3 ส่วน โดยผ่านการตรวจความตรงตามเนื้อหา content validity จากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน และนำไปทดลองใช้ try out กับตัวแทนประชากรได้ค่าความเชื่อมั่น reliability ทั้งฉบับเท่ากับ 0.945 และรายด้าน เท่ากับ 0.925 0.864 และ 0.916 ตามลำดับ ผู้วิจัยส่งแบบสอบถามและเก็บคืนด้วยตนเอง ได้รับแบบสอบถามคืนมาจำนวน 52 ฉบับ คิดเป็นร้อยละ 80 วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบความแตกต่างโดยใช้ t-test และ F-test ผลการวิจัยพบว่าความพึงพอใจของบุคลากรวิทยาลัยพยาบาลกองทัพบกต่อการติดต่อ สื่อสารภายในองค์กรทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ โดยรวมอยู่ในระดับพึงพอใจน้อย ค่าเฉลี่ย 3.78 SD0.95 และ ความพึงพอใจด้านการปฏิบัติงาน ด้านสัมพันธภาพ และด้านทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม อยู่ในระดับพึงพอใจน้อย ค่าเฉลี่ย 3.98 SD0.86 3.81 SD0.82 และ 3.55 SD1.05 ตามลำดับ เมื่อเปรียบเทียบบุคลากรวิทยาลัยพยาบาลกองทัพบกที่มีเพศ อายุ ระดับการศึกษา ตำแหน่ง และเวลาในการปฏิบัติงานที่แตกต่างกัน พบว่าบุคลากรที่มีเพศ ระดับการศึกษา และตำแหน่งที่แตกต่างกัน มีความพึงพอใจต่อการติดต่อสื่อสารภายในองค์กรทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ในทุกด้านและโดยรวมทุกด้าน ส่วนบุคลากรที่มีอายุ 30-40 ปี และ มากกว่า 50 ปี จะมีความพึงพอใจต่อการติดต่อสื่อสารภายในองค์กรทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ในด้านการปฏิบัติงาน และบุคลากรที่มีเวลาในการปฏิบัติงานเท่ากับหรือมากกว่า 5 ปี และมากกว่า 15 ปี จะมีความพึงพอใจต่อการติดต่อสื่อสารภายในองค์กรทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ในด้านทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ส่วนบุคลากรที่มีเวลาในการปฏิบัติงาน 6-15 ปี และมากกว่า 15 ปี จะมีความพึงพอใจต่อการติดต่อสื่อสารภายในองค์กรทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ทั้งในด้านทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม และโดยรวมทุกด้าน นอกจากนี้พบว่าปัญหาและอุปสรรคในการติดต่อสื่อสารภายในองค์กรทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ของบุคลากรวิทยาลัยพยาบาลกองทัพบกที่มีความถี่มากที่สุดคือระบบสารสนเทศไม่เสถียร และรองลงมาคือการทำงานมีความล่าช้า
2555 - ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการรับประทานยาต้านไวรัสเอดส์อย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอ ในผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ณ แผนกโรคติดเชื้อ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า
บทคัดย่อ : บทนำ: ปัจจุบันยังไม่มีวิธีการใดที่สามารถรักษาโรคเอดส์ให้หายขาด ผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์จำเป็นต้องรับประทานยาต้านไวรัสเอดส์ เพื่อลดปริมาณไวรัสให้ต่ำที่สุด มีชีวิตที่ยืนยาวขึ้นและส่งผลให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ดังนั้นบุคลากรทางการแพทย์จำเป็นต้องศึกษาและทำความเข้าใจเกี่ยวกับปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการรับประทานยาต้านไวรัสเอดส์อย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ เพื่อนำไปวางแผนให้การดูแลผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ได้อย่างถูกต้องเหมาะสมต่อไป วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยในเรื่องเพศ อายุ การมีงานทำ ระยะเวลาที่รับประทานยาต้านไวรัสเอดส์ ประวัติการติดเชื้อฉวยโอกาส ความเชื่อด้านสุขภาพ กับ ระดับความต่อเนื่องสม่ำเสมอในการรับประทานยาต้านไวรัสเอดส์ การออกแบบการวิจัย: ใช้ระเบียบวิธีการวิจัยเชิงอรรถาธิบาย analytic study เก็บข้อมูลในผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ที่รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัสเอดส์ ณ แผนกโรคติดเชื้อ กองอายุรกรรม โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง ตามเกณฑ์ที่กำหนด จำนวน 180 ราย ดำเนินการวิจัยตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ถึงเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2554 เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม และ Visual Analog Scale VAS ประเมินความต่อเนื่องสม่ำเสมอในการรับประทานยา หาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรโดยการคำนวณค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เชิงอันดับของสเปียร์แมน Spearman’s rank correlation coefficient ผลการวิจัย: พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีค่าเฉลี่ยความเชื่อด้านสุขภาพในภาพรวมอยู่ในเกณฑ์ดี 100.30 คะแนน มีค่าเฉลี่ยของความต่อเนื่องสม่ำเสมอในการรับประทานยาต้านไวรัสเอดส์ เท่ากับ 88.31 การหาความสัมพันธ์พบว่า ประวัติการติดเชื้อโรคฉวยโอกาส ความเชื่อด้านการรับรู้ประโยชน์ของการรับประทานยาอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอมีความสัมพันธ์ทางบวกกับความต่อเนื่องสม่ำเสมอในการรับประทานยาต้านไวรัสเอดส์ rs 0.240 และ rs 0.374 ตามลำดับ และด้านการรับรู้อุปสรรคของการรับประทานยาอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอมีความสัมพันธ์ทางลบกับความต่อเนื่องสม่ำเสมอในการรับประทานยาต้านไวรัสเอดส์ rs -0.268 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 สรุปและวิจารณ์: การส่งเสริมการรับประทานยาต้านไวรัสเอดส์อย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ บุคลากรทางการแพทย์ควรดำเนินการอย่างต่อเนื่อง และควรคำนึงถึงประวัติการติดเชื้อโรคฉวยโอกาส ความเชื่อด้านการรับรู้ประโยชน์ และอุปสรรคของการรับประทานยาอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ เพื่อให้ผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ มีภูมิคุ้มกันโรคที่ดี สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปกติสุขต่อไป
2555 - การเปรียบเทียบความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนพยาบาลชั้นปีที่ 1 ก่อนและหลังการเข้าสู่ระบบหอพักและการฝึกระเบียบวินัยทางทหารวิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก
บทคัดย่อ : การเปรียบเทียบความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนพยาบาลชั้นปีที่ 1 ก่อนและหลังการเข้าสู่ระบบหอพักภายใต้ระเบียบวินัยทางทหาร วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก* วาสนา นัยพัฒน์ RN Ph.D.** บทคัดย่อ ความคิดสร้างสรรค์เป็นความสามารถทางสมองที่สำคัญยิ่งของมนุษย์ ที่ช่วยส่งเสริมความเจริญก้าวหน้าของสังคมและประเทศ นักเรียนพยาบาลชั้นปีที่ 1 เป็นวัยรุ่นที่มีความคิดสร้างสรรค์มากน้อยแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับปัจจัยส่วนบุคคลและสภาพแวดล้อม การเข้าอยู่ในระบบหอพักภายใต้ระเบียบวินัยทางทหารอาจมีผลต่อระดับความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนพยาบาลโดยเฉพาะในช่วง 1 เดือนแรกของการปรับตัว การวิจัยนี้เป็นการศึกษาแบบติดตามไปข้างหน้า prospective study เพื่อเปรียบเทียบระดับความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนพยาบาลชั้นปีที่ 1 ก่อนและหลังเข้าสู่ระบบหอพักภายใต้ระเบียบวินัยทางทหาร ผู้วิจัยสุ่มนักเรียนพยาบาลชั้นปีที่ 1 อย่างง่าย จำนวน 80 คน ตามสูตรคำนวณของยามาเน่ Yamane ให้ตอบแบบประเมินความคิดสร้างสรรค์ของกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ที่มีค่าความเที่ยงเท่ากับ .95 เป็นมาตรส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 77 ข้อ แบ่งเป็น 4 ด้าน คือ 1 ด้านความอยากรู้อยากเห็น 2 ด้านจินตนาการประสานความคิด 3 ด้านการแก้ปัญหา และ 4 ด้านความมุ่งมั่นพยายาม ในวันแรก และ 1 เดือนต่อมาหลังจากเข้าสู่ระบบหอพักภายใต้ระเบียบวินัยทางทหาร และให้นักเรียนพยาบาลเขียนบรรยายความคิดเห็นและให้ข้อเสนอแนะอย่างอิสระต่อระบบหอพักภายใต้ระเบียบวินัยทางทหาร วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนาและ สถิติอ้างอิง pair t-test ผลการวิจัยพบว่า ก่อนเข้าสู่ระบบหอพัก นักเรียนพยาบาลชั้นปีที่ 1มีความคิดสร้างสรรค์โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับปานกลาง และหลังจาก 1 เดือน นักเรียนพยาบาลมีความคิดสร้างสรรค์โดยรวมและรายด้านทั้ง 4 ด้านสูงกว่าก่อนเข้าสู่ระบบหอพัก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 .001 .05 .05 และ .001 ตามลำดับ โดยด้านที่เพิ่มขึ้นสูงที่สุด และมีคะแนนเฉลี่ยอยู่ในระดับสูง คือ ด้านความมุ่งมั่นพยายาม M3.81 SD.40 แต่เมื่อพิจารณารายข้อ พบว่ามีบางข้อที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เช่น “เมื่อเกิดข้อสงสัยฉันจะต้องหาคำตอบให้กับข้อสงสัยโดยไม่ปล่อยให้ผ่านเลยไป” และ “ฉันต้องเห็นข้อพิสูจน์ว่าเป็นเหตุเป็นผลก่อนที่จะเชื่อคำบอกเล่าของใคร” โดยสรุปนักเรียนพยาบาลมีความคิดสร้างสรรค์โดยรวมและรายด้านสูงขึ้นในห้วง 1 เดือนแรกของการเข้าสู่ระบบหอพักภายใต้ระเบียบวินัยทางทหาร ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากระบบดังด้านสูงขึ้นในห้วง 1 เดือนแรกของการเข้าสู่ระบบหอพักภายใต้ระเบียบวินัยทางทหาร ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากระบบดังกล่าวได้รับการพัฒนามาตามลำดับที่มุ่งสู่การใช้เหตุและผลมาอธิบายการกระทำ และมีการปลูกฝังวินัยและธรรมเนียมปฏิบัติที่ส่งเสริมแนวคิดเชิงบวกที่นำไปสู่การคิดสร้างสรรค์ อย่างไรก็ตามมีบางข้อที่ลดลง จึงควรมีการศึกษาต่อไป เพื่อค้นหาองค์ความรู้เชิงประจักษ์และสามารถนำไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับสถาบันการศึกษาพยาบาลอื่นๆ ที่สนใจที่อาจนำไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละสถาบันต่อไป
2555 - ความเครียด และวิธีเผชิญความเครียดของพลทหารใหม่
บทคัดย่อ : การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความเครียด และวิธีการเผชิญความเครียดของพลทหารใหม่รูปแบบการวิจัยเป็นการศึกษาวิจัยเชิงสำรวจ Survey Research กลุ่มตัวอย่าง คือ พลทหารใหม่ผลัด 2 ปี 2552 จำนวน 109 คน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม และวิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าความถี่ จำนวน และร้อยละ ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ ร้อยละ 82.6 มีสถานภาพโสด และจบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้นมากที่สุดร้อยละ 33.9 ส่วนใหญ่ไม่มีโรคประจำตัว ส่วนใหญ่มีระดับความเครียดเล็กน้อย คิดเป็นร้อยละ 51.4 รองลงมามีสุขภาพจิตปกติ คิดเป็นร้อยละ 45.9 สำหรับวิธีเผชิญความเครียด ด้านการแก้ไขปัญหา ส่วนใหญ่ใช้วิธีลดหรือขจัดความเครียดโดยพยายามวิเคราะห์ปัญหาเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ดีขึ้นแบบใช้บ่อยมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 49.5 ด้านการยอมรับ ส่วนใหญ่ใช้วิธีลดหรือขจัดความเครียดโดยยอมรับปัญหาที่เกิดขึ้นว่าไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ แบบใช้บ้างมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 51.0 ด้านการแสวงหาแหล่งสนับสนุนทางสังคม ส่วนใหญ่ใช้วิธีลดหรือขจัดความเครียดโดยทำบุญตักบาตร/ทำบุญทางศาสนา ไปวัด ฟังเทศน์สนทนาธรรม/ไปโบสถ์/ไปสุเหร่า แบบใช้บ้างมากที่สุดคิดเป็นร้อยละ 57.8 ด้านการหลีกหนี ส่วนใหญ่ใช้วิธีลดหรือขจัดความเครียดโดยหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่ทำให้ไม่สบายใจหรือเป็นปัญหา เช่น ลาป่วยหรือขาดเรียน แบบใช้บ้างมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 46.8 ด้านการต่อต้าน ส่วนใหญ่ใช้วิธีลดหรือขจัดความเครียดโดยแสดงอารมณ์โกรธหรือไม่พอใจต่อบุคคลนั้น ๆ แบบใช้บ้างมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 54.1 ด้านการเบี่ยงเบนความสนใจ ส่วนใหญ่ใช้วิธีลดหรือขจัดความเครียดโดยพยายามทำสิ่งแปลกใหม่ที่ไม่เคยลองทำ แบบใช้บ้างมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 56.0 รองลงมาคือการมีเพศสัมพันธ์ ด้านการผ่อนคลายความเครียด ส่วนใหญ่ใช้วิธีลดหรือขจัดความเครียดโดยนั่งสมาธิหรือสวดมนต์ไหว้พระ/อธิษฐาน/ละหมาด แบบใช้บ้างมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 47.7 จากผลการวิจัยชี้ให้เห็นถึงวิธีการที่พลทหารใหม่ส่วนใหญ่ใช้ลดหรือขจัดความเครียด คือการพยายามทำสิ่งแปลกใหม่ที่ไม่เคยลองทำ รองลงมาใช้วิธีการเผชิญความเครียดด้วยการมเี พศสมั พนั ธ์ ซงึ่ ผ้ทู เี่ กยี่ วข้องรวมทงั้ ผู้ฝึก และครฝึก จำเป็นต้องตระหนักร่วมกัน ตลอดจนหาแนวทางป้องกันเพื่อลดหรือขจัดความเครียด ฝึกการแก้ปัญหา จะทำให้พลทหารใหม่สามารถเผชิญความเครียดได้อย่างถูกต้อง ปลอดภัย และนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ นอกจากนั้นควรให้ความรู้เรื่องโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ให้แก่พลทหารใหม่ เน้นกิจกรรมการฝึกทักษะการใช้ถุงยางอนามัยที่ถูกวิธี
2555 - การศึกษาเชิงคุณภาพเกี่ยวกับความรู้สึกผูกพันต่อสถาบันการศึกษาของนักเรียนพยาบาลกองทัพบก
บทคัดย่อ : บทนำ: นักเรียนพยาบาลกองทัพบก จัดอยู่ในกลุ่มวัยรุ่นที่มีแนวโน้มต่อการถูกชักจูง ยั่วยุจากอบายมุขต่างๆได้ง่าย เนื่องจากการอยู่ห่างไกลจากครอบครัว การอยู่การอยู่ภายใต้ระเบียบวินัยทางทหาร ประกอบกับลักษณะการเรียนการสอนวิชาชีพพยาบาล ที่มีความรับผิดชอบสูง ในบางปีการศึกษาพบว่า มีนักเรียนพยาบาลไม่สำเร็จการศึกษา ต้องเรียนซ้ำชั้นหรือ ลาออก จากสถิติการสำรวจการบรรจุของนักเรียนพยาบาลรุ่นที่ 36 ถึงรุ่นที่ 43 พบว่า มีนักเรียนพยาบาลไม่สำเร็จการศึกษาและลาออกจำนวนทั้งสิ้น 13 นาย ซึ่งสาเหตุเกิดจากการเรียน จำนวน 6 นาย จากพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมจำนวน 3 นาย และความต้องการศึกษาที่สถาบันอื่น จำนวน 4 นาย แผนกเตรียมการประเมินผลและสถิติ 2553 การมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมหรือมีปัญหาด้านการเรียนของนักเรียนพยาบาลดังกล่าวอาจเนื่องจากการไม่มีความสุขในการเรียน หรือมีความผูกพันน้อยต่อสถาบันการศึกษา ดังนั้นการศึกษาถึงความรู้สึกผูกพันต่อสถาบันการศึกษาของนักเรียนพยาบาลกองทัพบกจึงมีความจำเป็นเพื่อเป็นแนวทางในการส่งเสริมความรู้สึกผูกพันต่อสถาบันการศึกษา ลดพฤติกรรมเสี่ยง ลดอัตราการสอบตกซ้ำชั้น การลาออกและเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียน วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาเชิงคุณภาพเกี่ยวกับความรู้สึกผูกพันต่อสถาบันการศึกษาของนักเรียนพยาบาลกองทัพบก การออกแบบการวิจัย: เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพแบบบรรยายความ การดำเนินการวิจัย: ผู้ให้ข้อมูลถูกคัดเลือกจากนักเรียนพยาบาลในแต่ละชั้นปี ชั้นปีละ 10 คน เพื่อเข้าร่วมการสนทนากลุ่ม Focus group โดยแยกการสนทนากลุ่ม ออกเป็น 4 กลุ่มย่อย ตามชั้นปีการศึกษา การดำเนินการสนทนากลุ่ม ใช้เวลาประมาณ 45-60 นาที โดยใช้การบันทึกเทปในระหว่างการสนทนา การจดบันทึก และ สังเกตพฤติกรรมโดยมีผู้ช่วยวิจัยเป็นผู้ดำเนินการสนทนากลุ่ม การวิเคราะห์ข้อมูล: วิเคราะห์เนื้อหา content analysis ตามวิธีของ Johnson & LaMontagne 1993 ผลการวิจัย: ผลการวิจัย พบว่า 6 ประเด็นสำคัญของความผูกพันต่อสถาบันการศึกษาของนักเรียนพยาบาลกองทัพบก ได้แก่ 1 ความภาคภูมิใจในการเป็นนักเรียนพยาบาลกองทัพบก 2 ความผูกพันที่มีต่อเพื่อน รุ่นพี่รุ่นน้องและอาจารย์ 3 ความผูกพันกับวิชาชีพพยาบาลและลักษณะทางทหาร 4 ข้อผูกมัดต่อเป้าหมายของการสำเร็จการศึกษา 5 การมีส่วนร่วมในกิจกรรมและการเป็นตัวแทนของสถาบันการศึกษาและ 6 อิทธิพลจากครอบครัว บทสรุปและวิจารณ์: ผลการวิจัยจะเป็นแนวทางในการปรับปรุง ด้านนโยบาย การบริหารงาน ด้านการดูแลความเป็นอยู่ของนักเรียนพยาบาล ส่งเสริมสัมพันธภาพที่ดีระหว่างรุ่นพี่รุ่นน้อง ให้โอกาสผู้เรียนแสดงศักยภาพของตนเองในทุกด้าน ตลอดจนการพัฒนาด้านการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้หลากหลายรูปแบบเพื่อให้เหมาะสมกับความสามารถของผู้เรียนและสอดแทรกความรักและผูกพันในวิชาชีพและสถาบันการศึกษา
2555 - การเปรียบเทียบและติดตามระดับแรงจูงใจของนักเรียนพยาบาลต่อการเข้าเรียนที่วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก
บทคัดย่อ : บทคัดย่อ : วิชาชีพพยาบาลเป็นวิชาชีพหนึ่งที่เป็นที่น่าสนใจในการศึกษาต่อ เนื่องจากเป็นวิชาชีพที่มีงานทำที่แน่นอนและมีความมั่นคง จึงทำให้เป็นที่สนใจของนักเรียนที่สมัครเรียนหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิตเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ แต่ในปัจจุบันพบว่าเมื่อ ของวิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก ลดลงอย่างเห็นได้ชัดตามปีการศึกษา ในปีการศึกษา 2552-2554 หลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิตนับว่าเป็นสิ่งสำคัญที่จะกระตุ้นบุคคลมีความ ที่ได้จากการทำวิจัยครั้งนี้ หลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิตที่วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบกและนักเรียนพยาบาลเกิดแรงจูงใจในการเรียนจนประสบความสำเร็จในการเป็นพยาบาลวิชาชีพที่มีคุณภาพต่อไป วัตถุประสงค์ของการวิจัย : เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบแรงจูงใจของนักเรียนพยาบาลกองทัพบกก่อนและหลังเข้าเรียน 1 เดือน 6 เดือน และ 12 เดือน ที่วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก รูปแบบการวิจัย : การวิจัยเชิงพรรณนา descriptive research วัสดุและวิธีการ : ศึกษาในนักเรียนพยาบาลกองทัพบกปีการศึกษา 2554 ชั้นปีที่ 1 รุ่นที่ 48 จำนวน 78 นาย โดยเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามแรงจูงใจตามทฤษฎีของมาสโลว์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ pair t-test ผลการวิจัย : แรงจูงใจของนักเรียนพยาบาลก่อนเข้าเรียนโดยรวมมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ4.28 ด้านความสำเร็จในชีวิต ด้านสังคม และด้านร่างกาย ตามลำดับ แรงจูงใจหลังเข้าเรียน 1 เดือน6 เดือน และ 12 เดือนที่วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบกโดยรวมมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.11 เดือน 6 เดือน และ 12 เดือนที่วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบกมีความแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ p < 0 .01 บทวิจารณ์และ บทสรุป : แรงจูงใจในภาพรวมของนักเรียนพยาบาลก่อนและหลังเข้าเรียน 1 เดือน 6 เดือน และ 12 เดือนที่วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก มีความแตกต่างกัน ซึ่งแรงจูงใจก่อนเข้าเรียนมีค่าเฉลี่ยสูงกว่าแรงจูงใจหลังเข้าเรียนหรือแรงจูงใจหลังเข้าเรียนมีค่าลดลงดังนั้น แนวโน้มแรงจูงใจที่ลดลงควรใช้เป็นแนวทางในการพัฒนา ส่งเสริม หรือจัดกิจกรรมเพื่อเสริมแรงจูงใจ โดยทางวิทยาลัยพยาบาลกองทัพบกหรือบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของแรงจูงใจ 1 ได้มีแรงจูงใจที่ดีขึ้นต่อการเรียน การดำเนินวิถีชีวิตและการมุ่งสู่ความสำเร็จในชีวิตและสามารถดำรงอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข
2555 - ความรู้ ทัศนคติ และปฏิบัติตนในการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกของนักเรียนโรงเรียนเขาเพิ่มนารีผลวิทยา อ.บ้านนา จ.นครนายก
บทคัดย่อ : การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติตนในการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกของนักเรียนโรงเรียนเขาเพิ่มนารีผลวิทยา อ.บ้านนา จ.นครนายก วิธีการวิจัยเป็นแบบสำรวจ exploratory research เก็บข้อมูลในนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายชั้นปีที่ 4-6 โรงเรียนเขาเพิ่มนารีผลวิทยา ต.เขาเพิ่ม อ.บ้านนา จ.นครนายก เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง ตามเกณฑ์ที่กำหนด จำนวน 120 ราย เก็บข้อมูลตั้งแต่เดือนมกราคม ถึง เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2554 เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคล ความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติตนในการป้องกันและควบคุมไข้เลือดออก วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ค่าสูงสุด ค่าต่ำสุด พิสัย ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า ระดับความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติตนในการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออก พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติตนในการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกอยู่ในระดับปานกลางทั้งหมด คิดเป็นร้อยละ 63.33 82.50 และ 53.33 ตามลำดับ ดังนั้น โรงเรียนหรือหน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้อง เช่น องค์การบริหารส่วนตำบล โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล รวมไปถึงผู้ปกครอง ควรให้ความรู้เกี่ยวกับโรคไข้เลือดออกโดยเร็ว และปลูกฝังให้นักเรียนรวมทั้งประชาชนมีทัศนคติ เห็นความสำคัญของโรคไข้เลือดออกโดยชี้ให้เห็นถึงอันตรายจากโรคไข้เลือดออก ให้ความสำคัญกับการป้องกันมากกว่าการแก้ไขเมื่อเกิดโรคแล้ว และสร้างความตระหนักในการช่วยกันกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายว่าเป็นหน้าที่ของทุกคนในชุมชนที่ต้องร่วมมือกัน มีการประชุมเชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับการควบคุมลูกน้ำยุงลายในกลุ่มของนักเรียน และประชาชนให้มากขึ้น เปิดโอกาสให้นักเรียนเป็นแกนนำในการรณรงค์ป้องกันไข้เลือดออกในชุมชน เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย นำไปสู่การป้องกันการเกิดโรคไข้เลือดออกในชุมชนได้อย่างยั่งยืน
2555 - คุณภาพชีวิตของหญิงตั้งครรภ์ที่มารับบริการฝากครรภ์ ณ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าฯ
บทคัดย่อ :
2555 - การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนที่ส่งเสริมการเรียนรู้ที่ใช้สมองเป็นฐานของนักเรียนพยาบาล วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก.
บทคัดย่อ : ในปัจจุบันได้มีการพัฒนานวัตกรรมทางการเรียนการสอนเพื่อตอบสนองการเรียนรู้ของผู้เรียน ทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจก็คือแนวคิดในการส่งเสริมการเรียนรู้ที่ใช้สมองเป็นฐาน การเชื่อมโยงการค้นพบทางด้านการเรียนรู้ของสมองกับการจัดการเรียนรู้เป็นฐานสำคัญที่จะทำให้สามารถพัฒนากระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียนได้ชัดเจนขึ้น การจัดการเรียนการสอนที่สอดคล้องกับธรรมชาติของสมองจะทำให้ผู้เรียนมีพัฒนาการการเรียนรู้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ วัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาและเปรียบเทียบประสิทธิผลของรูปแบบการเรียนการสอนที่ส่งเสริมการเรียนรู้ที่ใช้สมองเป็นฐานของนักเรียนพยาบาล วัสดุวิธีการ เป็นการวิจัยและพัฒนา แบ่งเป็น 4 ขั้นตอน ดังนี้ 1. ศึกษาแนวคิด ทฤษฎี เพื่อนำมาใช้ในการสังเคราะห์รูปแบบ 2. การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอน 3. การนำรูปแบบการเรียนการสอนไปใช้ โดยทำการศึกษาในนักเรียนพยาบาล ชั้นปีที่ 3 ปีการศึกษา 2553 ที่ศึกษารายวิชาการวิจัยทางการพยาบาล 1 แบ่งเป็น 2 กลุ่มๆละ 48 คน โดยใช้แบบแผนวิจัย pretest-posttest control group design และ 4. ประเมินประสิทธิผลของรูปแบบการเรียนการสอน โดยมีวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพื้นฐาน เปรียบเทียบคะแนนก่อนและหลังเรียนโดยใช้สถิติ Dependent t-test เปรียบเทียบระหว่าง 2 กลุ่มโดยใช้สถิติ Independent t-test และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัย รูปแบบการเรียนการสอนที่ส่งเสริมการเรียนรู้ที่ใช้สมองเป็นฐาน ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ดังนี้ 1. ขั้นวิธีเพื่อการผ่อนคลาย 2. ขั้นการใช้ผังมโนทัศน์ 3.ขั้นการถ่ายโยงการเรียนรู้ 4. ขั้นการบริหารสมอง 5. ขั้นการคิดไตร่ตรอง สำหรับประสิทธิผลของรูปแบบการเรียนการสอนที่ส่งเสริมการเรียนรู้ที่ใช้สมองเป็นฐานของนักเรียนพยาบาล พบว่านักเรียนพยาบาลมีคะแนนความรู้ ก่อนและหลังเรียนมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ p < 0.01 นักเรียนพยาบาลมีคะแนนเจตคติต่อวิชาการวิจัยทางการพยาบาล 1 ก่อนและหลังเรียนมีความแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 นักเรียนพยาบาลมีคะแนนเฉลี่ยความพึงพอใจต่อรูปแบบการเรียนการสอนโดยรวมเท่ากับ 4.15 เมื่อนำมาเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มพบว่า นักเรียนพยาบาลกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมมีคะแนนความรู้ และเจตคติต่อวิชาการวิจัยทางการพยาบาล1 แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 สรุปและข้อเสนอแนะ ผลที่ได้จากการวิจัยครั้งนี้ เป็นรูปแบบการเรียนการสอนที่ก่อให้เกิดประสิทธิผลในการเรียนรู้ของผู้เรียน จึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่ควรนำไปประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอนต่อไป
2555 - ผลของการสอนอย่างมีแบบแผนโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีการเรียนรู้ของกาเย่ต่อระดับความรู้ ความตระหนักและการปฏิบัติตนในการป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ใหม่ 2009 ของหญิงตั้งครรภ์
บทคัดย่อ :
2554 - การพัฒนากิจกรรมพัฒนาสื่อการสอนหุ่นตรวจครรภ์ปกติ
บทคัดย่อ :
ไม่ระบุปี - การสร้างรูปแบบการเสริมสร้างแรงจูงใจในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพการป้องกันการติดเชื้อ เอชไอวี ของพลทหารกองประจำการ สังกัดกองพลทหารราบที่ 9
บทคัดย่อ :
ไม่ระบุปี - โครงการพัฒนาสื่อการสอน VCD การดูแลหญิงหลังคลอด
บทคัดย่อ :
ไม่ระบุปี - นวัตกรรมสื่อการสอน หุ่นจำลองสวนปัสสาวะ
บทคัดย่อ :
ไม่ระบุปี - ARMY NURSE HEART BEAT MODEL หุ่นจำลองพยาบาลช่วยหาตำแหน่งและเสียงหัวใจ
บทคัดย่อ :
ไม่ระบุปี - หุ่นแขนให้น้ำเกลิอทางหลอดเลือด
บทคัดย่อ :